ศูนย์วิจัยข้าวล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมจัดนิทรรศการ “การใช้ประโยชน์จากเยื่อฟางข้าว” ภายใต้กิจกรรม “เหนือสานสร้าง เลิกเผา เป๋าตุง” เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2569 ณ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านการใช้ประโยชน์จากเยื่อฟางข้าว เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของงานวิจัยในการนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาต่อยอด สร้างมูลค่า และพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์ในภาคส่วนต่าง ๆ จาก “ฟางข้าว” ที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงวัสดุเหลือทิ้ง จึงกำลังเปลี่ยนเป็น “วัตถุดิบแห่งโอกาส” ที่สามารถสร้างคุณค่าและโอกาสใหม่ให้กับภาคการเกษตรและสังคม

ในโอกาสดังกล่าว ศูนย์วิจัยข้าวล้านนาได้นำผลงานวิจัยและนวัตกรรมการใช้ประโยชน์จากฟางข้าวร่วมจัดแสดงนิทรรศการ เพื่อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาการจัดการฟางข้าวแบบไม่ต้องเผาแก่เกษตรกร องค์กรชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดเชียงราย พร้อมทั้งได้นำเสนอผลงานแก่ ดร.ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งได้เห็นถึงศักยภาพขององค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการนำ “เศษวัสดุเหลือทิ้งจากภาคเกษตร” มาสร้างคุณค่าและโอกาสใหม่ให้กับภาคการเกษตรและสังคม การนำเสนอผลงานครั้งนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของงานวิจัยไทย และเป็นมากกว่าการจัดแสดงผลงาน หากแต่เป็นการสื่อสารคุณค่าของงานวิจัยสู่ระดับนโยบาย พร้อมเชื่อมโยงงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยไปสู่การใช้ประโยชน์จริงในพื้นที่
ขณะเดียวกัน การถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมในครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงการนำงานวิชาการไปเชื่อมโยงกับเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการ เพื่อให้ “ฟางข้าว” สามารถเปลี่ยนจาก “ของเหลือ” ให้เป็น “วัตถุดิบที่มีมูลค่า” เปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การสร้างรายได้ และการเพิ่มทางเลือกให้กับเกษตรกร โดยองค์ความรู้จากงานวิจัยไม่ได้หยุดอยู่เพียงในระดับวิชาการ แต่ถูกนำมาสื่อสารและเชื่อมโยงกับผู้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในพื้นที่

นอกจากนี้ แนวคิด “เหนือสานสร้าง เลิกเผา เป๋าตุง” ยังสะท้อนมุมมองที่มากไปกว่าการลดการเผา โดยมุ่งสร้างระบบที่ทำให้เศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมีคุณค่าทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่ต้นทางในมือเกษตรกร เชื่อมต่อกับภาควิจัยและผู้ประกอบการ ไปจนถึงตลาดปลายทาง แนวทางดังกล่าวช่วยสนับสนุนการลดการเผาและผลกระทบจาก PM2.5 ขณะเดียวกันก็สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและส่งต่อประโยชน์กลับสู่เศรษฐกิจฐานราก ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาประเทศ เพราะงานวิจัยที่มีคุณค่าไม่ควรหยุดอยู่เพียงในห้องปฏิบัติการ แต่ควรถูกนำไปสร้างประโยชน์ให้เกษตรกร สร้างโอกาสให้ชุมชน สร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจ และร่วมแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ โดยศูนย์วิจัยข้าวล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน “จากฟางข้าว…สู่นวัตกรรม จากงานวิจัย…สู่การใช้ประโยชน์จริง”
สำหรับการดำเนินงานที่ผ่านมา งานวิจัยการเพิ่มมูลค่าฟางข้าวของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เกิดขึ้นจากความพยายามในการร่วมแก้ไขปัญหาการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหาหมอกควันในภาคเหนือ โดยมุ่งนำฟางข้าวเหลือใช้มาต่อยอดตามแนวคิด Zero Waste ผ่านความร่วมมือของนักวิจัยจากคณะอุตสาหกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาคเหนือ และสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีศูนย์วิจัยข้าวล้านนาเป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานและถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรให้สามารถกลับมาใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มได้

จากการดำเนินงานดังกล่าว สามารถพัฒนา “เยื่อฟางข้าว” จากฟางข้าวสายพันธุ์สันป่าตอง ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมต่อการผลิตเยื่อ โดยมีการพัฒนากระบวนการผลิตที่ช่วยลดการใช้สารเคมีและระยะเวลาในการผลิตลง ทำให้ได้เยื่อฟางข้าวคุณภาพที่สามารถนำไปต่อยอดได้หลากหลาย ทั้งบรรจุภัณฑ์และกระดาษจากเส้นใยธรรมชาติ ตลอดจนการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร การแพทย์ และการพัฒนาวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สะท้อนถึงศักยภาพของการนำทรัพยากรเหลือใช้จากภาคการเกษตรมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมรูปแบบใหม่

นอกจากการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมแล้ว ยังมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ดังกล่าวแก่เกษตรกรและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสภาเกษตรกรใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา และแม่ฮ่องสอน พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างนักวิจัย เกษตรกร และภาคเอกชน เพื่อผลักดันการใช้ประโยชน์จากฟางข้าวให้เกิดขึ้นจริง ทั้งในด้านการสร้างผลิตภัณฑ์ อาชีพ และโอกาสทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการลดการเผาและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นับเป็นอีกตัวอย่างของการนำงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ออกจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่เกษตรกร ชุมชน และสังคม พร้อมร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของภาคเหนืออย่างยั่งยืน
















































