ข้อมูลโดย : ธรรมรัฐ พิทักษ์สันติสุข กรรมการผู้จัดการ หจก.ชัยพฤกษ์ อโกรเทค จำกัด จ.จันทบุรี ผู้มีประสบการณ์ดูแลสวนทุเรียนในภาคตะวันออกมากกว่า 20 ปี
เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝน สวนทุเรียนทั้งในภาคตะวันออกและภาคใต้ต่างก็ต้องเผชิญกับปัญหาเดียวกัน นั่นคือ ฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน ทำให้เกิดน้ำท่วมขังในสวน โดยเฉพาะสวนที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มหรือพื้นที่ต่ำ หากไม่มีการจัดการน้ำในสวนทุเรียนที่ดี ระบายน้ำออกจากสวนช้า หรือปล่อยให้น้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ก็จะยิ่งส่งผลเสียต่อต้นทุเรียนได้
ทุเรียนเป็นไม้ผลที่ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอ ชอบน้ำเยอะ แต่ไม่ชอบน้ำขัง เพราะระบบรากต้องการออกซิเจนตลอดเวลา เพื่อใช้ในการหายใจ ดูดซึมน้ำ และธาตุอาหาร หากน้ำท่วมขังที่โคนต้น รากทุเรียนจะขาดออกซิเจน ทำให้กระบวนการเหล่านี้หยุดชะงัก รากฝอยตาย ต้นทุเรียนจะโทรม และเสี่ยงต่อการเป็นโรครากเน่าโคนเน่าจากเชื้อไฟทอปธอร่า (Phytophthora palmivora)
ชัยพฤกษ์ อโกรเทค ในฐานะผู้ให้คำปรึกษาด้านปุ๋ยยาทุเรียน การจัดการธาตุอาหาร และการดูแลสวนทุเรียนในจันทบุรีและภาคตะวันออก จะมาแนะนำวิธีการจัดการน้ำในสวนทุเรียนช่วงหน้าฝน การเตรียมพร้อมรับมือกับพายุลมแรง และวิธีการดูแลสวนทุเรียนหลังฝนตกชุก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขัง ช่วยลดความเสียหาย และช่วยให้ต้นทุเรียนอยู่รอดปลอดภัยตลอดฤดูฝน
ฝนตกชุกหลายวัน หมั่นตรวจดูอาการต้นทุเรียน
หากช่วงที่ฝนตกชุกติดต่อกันหลายวัน แล้วต้นทุเรียนในสวนเริ่มมีอาการเหล่านี้
- ใบเริ่มซีดเขียว
- ใบตก ไม่ตั้งเหมือนปกติ
- แตกใบอ่อนผิดฤดู
- รากฝอยเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล
- ดินมีกลิ่นเหม็นอับ
- โคนต้นชื้นตลอดเวลา
- มีน้ำซึมรอบโคน
- เริ่มพบโรครากเน่าโคนเน่าจากเชื้อราไฟทอปธอร่า
นี่คือสัญญาณที่บ่งบอกว่าต้นทุเรียนได้รับน้ำมากเกินไป ควรเร่งจัดการระบายน้ำออกจากสวนทันที เพราะหากปล่อยไว้นานอาจจะเกิดความเสียหายได้

วิธีจัดการน้ำในสวนทุเรียนช่วงหน้าฝน
หลักการสำคัญของการจัดการน้ำในสวนทุเรียนช่วงหน้าฝนก็คือ ต้องระบายน้ำออกจากสวนให้เร็วที่สุด ซึ่งวิธีที่แนะนำ มีดังนี้
1. ทำร่องระบายน้ำ โดยเฉพาะตรงจุดที่น้ำท่วมขัง โดยอาจจะขุดเป็นร่องเล็กๆ เพื่อชักน้ำไปยังร่องใหญ่ให้สามารถระบายน้ำออกจากสวนได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังฝนหยุดตก
2. ตรวจเช็กทางน้ำไหลอยู่เสมอ อย่าให้มีเศษใบไม้ กิ่งไม้ และวัชพืช มาอุดตันขวางทางระบายน้ำ
3. หากสวนอยู่ในพื้นที่ต่ำหรือเป็นพื้นที่รับน้ำ ควรมีการวางแผนรับมือตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการใช้รถแบ็คโฮขุดคลองรอบสวน เพื่อช่วยรับน้ำจากพื้นที่สูง ลดการไหลของน้ำที่จะเข้ามาสะสมภายในสวน
4. หลีกเลี่ยงการเดินเข้าไปในโคนต้น หรือนำเครื่องจักรขนาดใหญ่เข้าไปทำงาน เพราะดินที่แฉะหรือถูกน้ำท่วมขัง โครงสร้างจะถูกทำลายและเกิดการอัดแน่นได้ง่าย ทำให้น้ำไหลซึมได้ยากขึ้น และกระทบกระเทือนต่อระบบราก
5. ติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด หากทราบล่วงหน้าว่าจะมีฝนตกหนัก ให้เตรียมเครื่องสูบน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำออกจากสวน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดน้ำท่วมขังได้มาก

เตรียมตัวให้พร้อม หากมีพายุและลมแรง
นอกจากจะจัดการน้ำในสวนทุเรียนช่วงหน้าฝนแล้ว ชาวสวนยังควรเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับลมแรงและพายุที่จะมาพร้อมกับฝนด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุเรียนโค่นล้ม กิ่งหัก หรือเสียหายมาก โดยสามารถเตรียมการล่วงหน้าได้ ดังนี้
1. ตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง โดยเฉพาะกิ่งแห้ง กิ่งไขว้ กิ่งอ่อนแอ ให้เอาออก เพื่อลดแรงต้านของลม
2. ค้ำยันกิ่งที่ใหญ่ ใบหนา หรือมีความเสี่ยงที่จะหักโค่นง่ายหากถูกลมพัด ด้วยไม้ที่แข็งแรง เช่น ไม้ไผ่ หรือเหล็ก

3. ปรับสมดุลของทรงพุ่ม พยายามแต่งกิ่งให้กระจายน้ำหนักได้เท่าๆ กันทั้งต้น ไม่ให้หนักแค่ด้านใดด้านหนึ่ง
4. หากสวนอยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือเขตรับมรสุม ควรปลูกแนวไม้กันลม เช่น ไผ่หรือไม้ยืนต้นที่เหมาะสม เพื่อช่วยลดแรงปะทะของลมไม่ให้โดนต้นทุเรียนโดยตรง
5. ตรวจสอบระบบระบายน้ำของสวนให้พร้อมก่อนที่พายุจะเข้า เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วม
หลังน้ำลด พายุสงบ ควรดูแลต้นทุเรียนอย่างไร
หลังจากพายุสงบและระบายน้ำที่ขังอยู่ในสวนออกแล้ว แนะนำให้ชาวสวนดูแลต้นทุเรียน ด้วยการ
1. เดินสำรวจสวนเพื่อดูความเสียหาย พยายามหลีกเลี่ยงการเข้าไปเหยียบบริเวณโคนต้น
2. หากมีกิ่งฉีกให้รีบตัดทิ้ง แล้วทาปูนหรือสารป้องกันกำจัดเชื้อราบริเวณแผล เพื่อป้องกันการเข้าทำลายของเชื้อโรค
3. เมื่อดินเริ่มแห้งให้ปรับสภาพดินและฆ่าเชื้อด้วยโดโลไมท์ หรือ ยิปซั่ม จากนั้นให้ใช้เชื้อไตรโคเดอร์ม่า 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 200 ลิตร ผสม ฮิวมิคฟลูวิค อัตรา 500 มิลลิลิตร -1 ลิตร ต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นลงดิน ทุก 5-7 วัน เพื่อฟื้นฟูระบบราก
4. ฉีดพ่นทางใบด้วยน้ำตาลทางด่วน อัตรา 200 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 200 ลิตร เพื่อช่วยเสริมสร้างพลังงานให้กับต้นทุเรียน เพราะช่วงหน้าฝน ฟ้าปิด ทุเรียนสังเคราะห์แสงได้น้อย โดยสามารถฉีดพ่นร่วมกับสารป้องกันและกำจัดเชื้อราได้
5. เฝ้าระวังโรคจากเชื้อราทั้งหลาย ด้วยการพ่นสารป้องกันและกำจัดเชื้อรา ซึ่งแบ่งตามชนิดของเชื้อรา ได้ดังนี้
- เชื้อไฟทอปธอร่า ให้ใช้เมทาแลกซิก หรือ ฟอสอีทิล-อลูมิเนียม หรือ ไดเมโทมอร์ฟ หรือ โพรพาโมคาร์บไฮโดรคลอไรด์ หรือ ไซยาโซฟามิด
- เชื้อฟิวซาเรียม แอนแทรคโนส และ ลาสิโอดิโพลเดีย ให้ใช้สารกลุ่ม 11 เช่น อะซอกซีสโตรบิน หรือ ไพราโคลสโตรบิน หรือ อีพอกซีสโตรบิน หรือ ไตรฟลอกซีสโตรบิน บวกกับสารกลุ่ม 3 เช่น ทีบูโคนาโซล หรือ โพรพิโคนาโซล หรือ ไดฟีโนโคนาโซล หรือบวกกับสารกลุ่มสัมผัส เช่น คลอโรทาโรนิล หรือ แคปแทน
โดยแนะนำให้ชาวสวนใช้สารป้องกันกำจัดเชื้อราไฟทอปธอร่า 1 ตัว ผสมกับสารกลุ่ม 3 หรือกลุ่ม 11 อีก 1 ตัว เพื่อให้การป้องกันกำจัดเชื้อราครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

หมายเหตุ : อัตราการใช้สารชีวภัณฑ์ สารปรับปรุงสภาพดิน น้ำตาลทางด่วน และสารป้องกันกำจัดโรคพืชในบทความนี้ เป็นอัตราส่วนที่แนะนำโดยทั่วไป ดังนั้นควรอ่านฉลากผลิตภัณฑ์และปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตก่อนใช้ทุกครั้ง หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากความเข้มข้นของแต่ละผลิตภัณฑ์อาจแตกต่างกัน
รู้จักดินในสวน ช่วยให้จัดการน้ำช่วงหน้าฝนได้ง่ายขึ้น
ในสวนทุเรียนแต่ละพื้นที่มักจะมีดินที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งดินแต่ละประเภทมีผลต่อการอุ้มน้ำและระบายน้ำที่แตกต่างกัน การรู้จักและเข้าใจดินในสวนของตัวเอง จึงเป็นอีกเทคนิคที่จะช่วยให้รับมือและจัดการน้ำในสวนทุเรียนช่วงหน้าฝนได้ดีขึ้น
หากดินในสวนเป็นดินร่วน หรือ ดินร่วนปนทราย การจัดการน้ำในสวนทุเรียนทั้งช่วงหน้าฝนและหน้าแล้งจะค่อนข้างง่าย เพราะดินระบายน้ำได้ดี น้ำไม่ท่วมขังนาน แต่ยังเก็บความชื้นและธาตุอาหารไว้ได้ ถือเป็นดินที่เหมาะสมกับต้นทุเรียนมากที่สุด
แต่หากดินในสวนเป็นดินทราย อาจจะจัดการน้ำช่วงหน้าฝนได้ยากขึ้น แม้ว่าดินประเภทนี้จะระบายน้ำเร็ว น้ำไม่ท่วมขัง ลดความเสี่ยงจากการเป็นโรครากเน่าโคนเน่า แต่ก็ไม่สามารถกักเก็บน้ำและธาตุอาหารเอาไว้ได้เพราะถูกฝนชะล้าง และถ้าฝนทิ้งช่วง ดินจะแห้งอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงควรเพิ่มอินทรียวัตถุ เพื่อช่วยให้ดินอุ้มน้ำและเก็บธาตุอาหารได้ดีขึ้น รวมถึงควรใช้วัสดุคลุมโคนในช่วงหน้าแล้ง เพื่อป้องกันไม่ให้หน้าดินแห้งและรักษาความชื้นรอบรากทุเรียน
หากดินในสวนเป็นดินเหนียว ดินประเภทนี้อาจไม่เหมาะกับต้นทุเรียน เพราะจะมีปัญหาอย่างมากในช่วงหน้าฝน เนื่องจากดินแน่นทึบ ระบายน้ำได้ยาก น้ำจึงท่วมขัง ทำให้ต้นทุเรียนเสี่ยงเป็นโรครากเน่าโคนเน่า ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปรับปรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ และยิปซั่ม เพื่อช่วยให้โครงสร้างดินร่วนซุยขึ้น น้ำไหลซึมผ่านได้
แน่นอนว่าเราไม่สามารถควบคุมสภาพอากาศได้ ไม่ว่าจะเป็นฝนตก ลมแรง หรือพายุเข้า แต่เราสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมภายในสวนให้ง่ายต่อการจัดการน้ำได้ โดยสามารถเริ่มได้ตั้งแต่การเตรียมดินก่อนปลูกทุเรียน นั่นคือ “การยกโคก” ก่อนปลูก เพื่อให้ระดับรากทุเรียนอยู่สูงกว่าระดับน้ำ โดยแนะนำให้ทำโคกดินสูงอย่างน้อย 50 เซนติเมตร หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่เป็นที่ต่ำและเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมมากน้อยแค่ไหน ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้การจัดการน้ำในสวนทุเรียนช่วงหน้าฝนง่ายขึ้น เพราะน้ำสามารถไหลผ่านได้โดยไม่โดนโคนต้น ลดโอกาสน้ำท่วมขังโคน และลดการเกิดโรครากเน่าโคนเน่าด้วย

การจัดการน้ำในสวนทุเรียนช่วงหน้าฝนไม่ใช่เรื่องยาก หากเตรียมการตั้งแต่เนิ่นๆ
เนื่องจากสวนทุเรียนส่วนใหญ่มักอยู่ในภาคตะวันออกและภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่รับลมมรสุมโดยตรง ทำให้ฝนตกชุกและมีปริมาณฝนเฉลี่ยมากกว่าพื้นที่อื่นๆ ดังนั้นชาวสวนควรเตรียมความพร้อมเรื่องการจัดการน้ำในสวนทุเรียนช่วงหน้าฝนอยู่เสมอ ถ้าจะให้ดี ควรมีการวางแผนตั้งแต่เริ่มปลูก ด้วยการยกโคกดิน ป้องกันไม่ให้น้ำท่วมโคนต้น แต่ถ้าหากปลูกแบบไม่ยกโคก ก็ควรวางระบบระบายน้ำให้ดี ปรับปรุงโครงสร้างดินด้วยอินทรียวัตถุ ช่วยให้ดินร่วนซุย ระบายน้ำได้เร็วขึ้น และคอยติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะรับมือได้ทันท่วงที
นอกจากนี้ยังควรหมั่นสำรวจสวนทุเรียนหลังฝนตก เฝ้าระวังและป้องกันโรคที่จะมากับหน้าฝน ด้วยการพ่นสารป้องกันและกำจัดโรคพืชอย่างเหมาะสม เพื่อให้ต้นทุเรียนผ่านช่วงหน้าฝนได้อย่างปลอดภัย ช่วยลดการสูญเสีย และรักษาความสมบูรณ์ของสวนทุเรียนได้ในระยะยาว
สรุปคำแนะนำจากชัยพฤกษ์ อโกรเทค
- หากพบใบซีด ใบตก แตกใบอ่อนผิดฤดู รากฝอยเปลี่ยนสีน้ำตาล ดินมีกลิ่นอับ โคนต้นชื้นตลอดเวลา หรือเริ่มพบโรครากเน่าโคนเน่า ควรรีบแก้ไข
- เร่งระบายน้ำออกจากสวนให้เร็วที่สุด หลังฝนหยุดตก โดยไม่ควรปล่อยให้น้ำท่วมขังเกิน 24 ชั่วโมง เพื่อลดความเสียหายต่อระบบรากทุเรียน
- ดูแลระบบระบายน้ำให้พร้อมใช้งานเสมอ กำจัดเศษใบไม้ วัชพืช และสิ่งอุดตันในร่องระบายน้ำ เพื่อให้น้ำไหลออกจากสวนได้สะดวก
- วางแผนป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่ม ด้วยการขุดคลองหรือร่องระบายน้ำรอบสวน และเตรียมเครื่องสูบน้ำไว้ใช้งานเมื่อเกิดฝนตกหนัก
- เตรียมรับมือลมแรงและพายุล่วงหน้า ด้วยการตัดแต่งกิ่ง ค้ำยันกิ่งใหญ่ ปรับสมดุลทรงพุ่ม และปลูกแนวไม้กันลมเพื่อลดความเสียหาย
- หลังน้ำลดสำรวจความเสียหาย ตัดแต่งกิ่งที่ฉีกขาด ปรับสภาพดิน ใช้เชื้อไตรโคเดอร์มาร่วมกับฮิวมิคฟูลวิค และเสริมพลังงานให้ต้นทางใบ เพื่อช่วยให้ต้นฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
- ปรับการจัดการน้ำให้เหมาะกับชนิดของดิน โดยเพิ่มอินทรียวัตถุในดินทราย และปรับโครงสร้างดินเหนียวด้วยปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และยิปซัม เพื่อให้ระบายน้ำดีขึ้น
- ยกโคกก่อนปลูกทุเรียน เพื่อยกระดับระบบรากให้อยู่สูงกว่าระดับน้ำ ช่วยลดโอกาสเกิดน้ำท่วมขังและโรครากเน่าโคนเน่า
- ติดตามพยากรณ์อากาศอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเตรียมรับมือกับฝนตกหนักและพายุ รวมถึงวางแผนการจัดการน้ำได้อย่างทันท่วงที
- เฝ้าระวังโรคพืชที่จะมากับหน้าฝนอย่างต่อเนื่อง โดยใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชตามคำแนะนำบนฉลากอย่างเหมาะสม
FAQ: คำถามที่เกษตรกรทุเรียนมักค้นหา
1. ฝนตกหลายวัน น้ำขังในสวนทุเรียนกี่วันถึงอันตราย?
ไม่ควรปล่อยให้น้ำท่วมขังนานเกิน 24 ชั่วโมง เพราะรากทุเรียนต้องการออกซิเจนในการหายใจ หากน้ำขังนาน รากฝอยจะเริ่มเสียหาย การดูดน้ำและธาตุอาหารลดลง ทำให้ต้นโทรม และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรครากเน่าโคนเน่า
2. น้ำท่วมขังโคนต้นทุเรียน ควรทำอย่างไรเป็นอันดับแรก?
ควรรีบระบายน้ำออกจากสวนให้เร็วที่สุด โดยเปิดทางน้ำ ขุดร่องระบายน้ำ หรือใช้เครื่องสูบน้ำ หากน้ำลดแล้วควรตรวจดูระบบรากและเฝ้าระวังการเกิดโรครากเน่าโคนเน่า
3. ฝนตกหนักช่วงหน้าฝน ต้องงดให้น้ำทุเรียนหรือไม่?
หากดินยังมีความชื้นเพียงพอหรือมีฝนตกต่อเนื่อง ควรงดให้น้ำชั่วคราว และตรวจสอบความชื้นของดินก่อนทุกครั้ง เพราะการให้น้ำซ้ำอาจทำให้ดินแฉะและรากขาดอากาศได้
4. จะรู้ได้อย่างไรว่าทุเรียนเริ่มมีปัญหาจากน้ำขัง?
อาการที่พบได้ ได้แก่ ใบซีด ใบตก รากฝอยเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ดินมีกลิ่นเหม็นอับ โคนต้นชื้นตลอดเวลา หรือเริ่มพบอาการของโรครากเน่าโคนเน่า หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบจัดการน้ำและตรวจสภาพต้นทันที
5. ดินเหนียวปลูกทุเรียนได้หรือไม่?
ปลูกได้ แต่ต้องปรับปรุงดินและวางระบบระบายน้ำให้ดี เพราะดินเหนียวระบายน้ำช้า ทำให้น้ำท่วมขังง่าย ควรเติมอินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และอาจใช้ยิปซัมเพื่อช่วยปรับโครงสร้างดินให้ร่วนซุยขึ้น
6. ยกโคกปลูกทุเรียนสูงเท่าไรจึงเหมาะสม?
โดยทั่วไปแนะนำให้ยกโคกสูงอย่างน้อย 50 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับระดับพื้นที่และความเสี่ยงน้ำท่วม เพื่อให้ระบบรากอยู่สูงกว่าระดับน้ำและลดโอกาสเกิดโรครากเน่าโคนเน่า
7. หลังฝนตกควรตรวจต้นทุเรียนเรื่องอะไรบ้าง?
ควรตรวจระบบระบายน้ำ ราก โคนต้น ใบ และกิ่ง หากพบกิ่งหัก แผลฉีก หรืออาการผิดปกติ ควรรีบตัดแต่งและดูแลแผล พร้อมเฝ้าระวังโรคพืชที่มักระบาดในช่วงหน้าฝน
8. ฝนตกชุกทำให้ทุเรียนเป็นโรครากเน่าโคนเน่าได้อย่างไร?
เมื่อดินมีน้ำขัง รากทุเรียนจะขาดออกซิเจนและอ่อนแอ ทำให้เชื้อไฟทอปธอร่า (Phytophthora palmivora) เข้าทำลายได้ง่าย จึงควรจัดการระบายน้ำและป้องกันโรคอย่างเหมาะสม
9. ควรเตรียมสวนทุเรียนอย่างไรก่อนเข้าฤดูฝน?
ควรลอกร่องระบายน้ำ กำจัดวัชพืชและสิ่งอุดตัน ตรวจสอบทางน้ำ เตรียมเครื่องสูบน้ำ ตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง และติดตามพยากรณ์อากาศอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสียหายจากฝนตกหนัก
10. หลังน้ำลดควรบำรุงต้นทุเรียนอย่างไร?
หลังน้ำลดควรรอให้ดินมีความชื้นเหมาะสมก่อน จากนั้นสำรวจความเสียหายของระบบราก ฟื้นฟูโครงสร้างดิน พ่นอาหารเสริมทางใบ และดูแลป้องกันโรคพืชอย่างต่อเนื่อง หากมีการใช้ปุ๋ยควรแบ่งใส่ทีละน้อยแต่หลายๆ ครั้ง โดยควรเลือกให้เหมาะกับสภาพต้นและปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด
เมื่อนึกถึงปุ๋ยยา การจัดการธาตุอาหาร และการดูแลสวนทุเรียนด้วยประสบการณ์จริง ชัยพฤกษ์ อโกรเทคคือหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญชั้นนำด้านการปลูกทุเรียนและการดูแลสวนทุเรียนในประเทศไทย โดยเฉพาะสำหรับเกษตรกรทุเรียนในภาคตะวันออก
ปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่
Facebook: ชัยพฤกษ์ อโกรเทค
TikTok: @chaiyapreukagro
Line: @cyp-agro
นึกถึงปุ๋ยยา นึกถึงเครือชัยพฤกษ์ โดย ชัยพฤกษ์ อโกรเทค (ขลุง)
เรียบเรียงโดย : ภูริตา ชีพชอบธรรม ทีมชัยพฤกษ์ อโกรเทค อ.ขลุง จันทบุรี










































