ทำสารทุเรียนอย่างไรให้ได้ผลดี? แนะนำวิธีการประเมินสภาพต้นทุเรียนก่อนทำสาร การทำสารทุเรียนที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อกระตุ้นให้ทุเรียนออกดอกได้เร็วขึ้น
โดยทั่วไปแล้วต้นทุเรียนมักจะออกดอกเมื่อต้นมีความพร้อมและมีสภาพอากาศที่เหมาะสม ซึ่งมักจะเป็นช่วงเดือนพฤศจิกายนจนถึงปลายเดือนธันวาคม แต่การรอให้ต้นทุเรียนออกดอกตามฤดูกาลนั้น อาจทำให้ได้ผลผลิตช้าและได้ราคาไม่ดี ดังนั้นเมื่อเข้าสู่เดือนสิงหาคม สวนทุเรียนหลายๆ สวนในภาคตะวันออก ทั้งจันทบุรี ระยอง ตราด จึงเริ่มเตรียม “ทำสารทุเรียน” เพื่อบังคับให้ทุเรียนออกดอกก่อนฤดูกาล
ชัยพฤกษ์ อโกรเทค ในฐานะผู้ให้คำปรึกษาด้านปุ๋ยยาทุเรียน การจัดการธาตุอาหาร และการดูแลสวนทุเรียนในจันทบุรีและภาคตะวันออก จะมาแนะนำวิธีการประเมินสภาพต้นทุเรียนก่อนทำสาร พร้อมเคล็ดลับการทำสารทุเรียนที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อกระตุ้นให้ทุเรียนออกดอกเร็วขึ้น เพิ่มโอกาสที่จะได้ผลผลิตเร็ว และทันต่อความต้องการของตลาด

การทำสารทุเรียนคืออะไร? ช่วยให้ทุเรียนออกดอกได้อย่างไร?
การทำสารทุเรียน คือการใช้สารควบคุมการเจริญเติบโตทางใบที่ชื่อ “แพคโคลบิวทราโซล” (Paclobutrazol) มาตัดวงจรของฮอร์โมนจิบเบอเรลลิน (Gibberellin) เพื่อยับยั้งการเจริญของรากและการแตกใบอ่อน เมื่อต้นทุเรียนไม่แตกใบอ่อน อาหารภายในต้นอย่างคาร์โบไฮเดรตก็จะถูกสะสมไว้มากขึ้น ซึ่งปริมาณคาร์โบไฮเดรตนี้มีความสัมพันธ์กับปริมาณคาร์บอน (C) ในต้นทุเรียน ต้นทุเรียนจึงอยู่ในสภาพที่มีสัดส่วนของคาร์บอน (C) สูงกว่าไนโตรเจน (N) นั่นก็คือมี C:N ratio ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุเรียนใบเขียวเข้ม มีการสะสมแป้ง สะสมน้ำตาลมากขึ้น และสามารถออกดอกได้เร็วเมื่อเจอสภาพอากาศที่เหมาะสม
ควรทำสารทุเรียนเดือนไหน? ทำไมต้องสิงหา-กันยา?
สวนทุเรียนส่วนใหญ่ในภาคตะวันออก มักจะทำสารทุเรียนกันในเดือนสิงหาคมและกันยายน เนื่องจากช่วง 2 เดือนนี้เป็นช่วงที่ต้นทุเรียนฟื้นตัวและพัฒนาใบจนครบ 2 ชุด ซึ่งมีความพร้อมในการรับสาร อีกทั้งยังเป็นช่วงปลายฝนที่อากาศมีความชื้นพอเหมาะ เมื่อเข้าสู่เดือนตุลาคม แล้วอุณหภูมิลดลง อากาศแห้งติดต่อกัน 3 – 10 วัน หรือที่เรียกว่า “กระทบแล้ง” ทุเรียนก็สามารถออกดอกได้
นอกจากนี้ หากคำนวนระยะเวลาทั้งหมด ตั้งแต่ทุเรียนเริ่มออกดอก ติดลูก ไปจนถึงระยะเก็บเกี่ยวแล้ว การทำสารทุเรียนช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายน จะทำให้ชาวสวนสามารถตัดทุเรียนได้ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน ซึ่งเป็นช่วงต้นของฤดูกาลเก็บเกี่ยว ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดเร็วและได้ราคาสูง
เช็คความพร้อมของต้นและสภาพอากาศก่อนทำสารทุเรียน
เนื่องจากการทำสารทุเรียนคือการพ่นสารแพคโคลบิวทราโซล (Paclobutrazol) เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโต ดังนั้นต้นทุเรียนที่ชาวสวนจะสามารถทำสารได้ จึงควรเป็นต้นสาวที่มีอายุ 4 – 5 ปีขึ้นไป มีความสมบูรณ์แข็งแรง ไม่เป็นโรค พุ่มใบหนา ควรมีชุดใบอย่างน้อย 2 ชุด และใบกำลังอยู่ในระยะเพสลาด ซึ่งเป็นระยะที่ใบกางขยายเต็มที่แต่ยังมีสีเขียวอ่อน จึงมีพื้นที่ในการรับสารมากและดูดซึมสารได้ดีที่สุด โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการทำสารทุเรียน คือช่วงที่สภาพอากาศปลอดโปร่ง ไม่มีฝน และดินมีความชื้นที่พอดี ไม่แห้งหรือชุ่มน้ำจนเกินไป

แต่ในปัจจุบัน ด้วยสภาพอากาศที่ค่อนข้างแปรปรวน ชาวสวนสามารถปรับเปลี่ยนแนวทางการทำสารทุเรียนให้สอดคล้องกับสภาพอากาศได้ จากที่แต่เดิม เราเน้นดูจังหวะของใบเป็นหลัก ก็อาจปรับเปลี่ยนมาเน้นดูจังหวะเวลาและสภาพอากาศเป็นหลักแทน เช่น หากช่วงที่ต้นทุเรียนมีใบชุดที่ 2 อยู่ในระยะหางปลา แต่ช่วงเวลาได้และสภาพอากาศพร้อม ชาวสวนก็สามารถทำสารทุเรียนได้ หรือถ้าต้นทุเรียนอยู่ในระยะใบเพสลาด แต่ช่วงนั้นมีฝนตกหนัก ชาวสวนก็สามารถเลื่อนการทำสารทุเรียนออกไปหลังจากนี้ได้ โดยรอจนกว่าสภาพอากาศจะเอื้ออำนวย หรือก่อนใบชุดใหม่จะออก
การทำสารทุเรียนมีกี่วิธี?
ด้วยความที่สารแพคโคลบิวทราโซล (Paclobutrazol) เป็นสารที่ถูกดูดซึมผ่านได้ทั้งทางรากและทางเนื้อเยื่อของพืช เราจึงสามารถแบ่งวิธีการทำสารทุเรียนออกเป็น 2 วิธีหลักๆ ได้แก่ การทำสารทางใบและการทำสารทางดิน ซึ่งในปัจจุบันสารแพคโคลบิวทราโซล (Paclobutrazol) มีความเข้มข้นอยู่ที่ 10% 15% และ 25% มีจำหน่ายทั้งในรูปแบบผงและน้ำให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม
การทำสารทุเรียนด้วยวิธีพ่นทางใบ สามารถทำได้เมื่อต้นทุเรียนพร้อมและสภาพอากาศพร้อม โดยให้ใช้สารที่มีความเข้มข้น 25% อัตราการใช้ 500 มิลลิลิตร – 1,000 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วทรงพุ่ม ข้อควรระวังคือห้ามใช้สารในอัตราส่วนที่มากกว่านี้ เพราะจะทำให้ต้นทุเรียนโทรม มีอาการติดสาร ข้อปล้องสั้น และออกดอกที่ปลายยอดได้
ส่วนการทำสารทุเรียนด้วยวิธีทางดินนั้น ชาวสวนสามารถเลือกทำได้ 2 แบบ คือ
- แบบราดโคน ใช้สารที่มีความเข้มข้น 25% ในอัตรา 800 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 200 ลิตร ราดในทรงพุ่ม โดยปริมาณการใช้สารละลายต่อต้นจะขึ้นอยู่กับความยาวของเส้นผ่านศูนย์กลางทรงพุ่ม นั่นคือ ความยาวเส้นผ่านศูนย์กลางทรงพุ่ม 1 เมตร ต่อสารละลาย 1 ลิตร แต่มีข้อจำกัดว่า ถ้าต้นทุเรียนต้นใหญ่มีความยาวเส้นผ่านศูนย์กลางเกิน 10 เมตร เราจะสามารถราดสารได้เต็มที่ไม่เกิน 10 ลิตรต่อต้นเท่านั้น เพราะหากใช้ปริมาณมากกว่านี้จะส่งผลเสียต่อต้นทุเรียนได้
- แบบพ่นโคน ใช้สารที่มีความเข้มข้น 25% ในอัตรา 800 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 200 ลิตร พ่นลงดินให้รอบโคนต้นทุเรียนเหมือนพ่นยาฆ่าหญ้า โดยปริมาณการใช้จะขึ้นอยู่กับขนาดของต้น
หมายเหตุ : อัตราการใช้สารแพคโคลบิวทราโซล (Paclobutrazol) ในบทความนี้เป็นเพียงอัตราที่แนะนำทั่วไปเท่านั้น ควรอ่านฉลากบนผลิตภัณฑ์และปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตอย่างเคร่งครัด เนื่องจากความเข้มข้นของแต่ละผลิตภัณฑ์อาจแตกต่างกัน

ทำสารทุเรียน “พ่นใบ” กับ “พ่นดิน” แบบไหนดีกว่ากัน?
การทำสารทุเรียนทั้งการพ่นใบและพ่นดินนั้น มีข้อจำกัด ข้อดี และข้อเสียแตกต่างกัน โดยขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้นทุเรียนในสวน ระยะของใบ ช่วงจังหวะเวลา และสภาพอากาศ
หากต้นทุเรียนสมบูรณ์ แข็งแรง ระยะใบพร้อม จังหวะเวลาได้ และสภาพอากาศเป็นใจ การทำสารทุเรียนด้วยการพ่นทางใบ อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม เพราะเราสามารถควบคุมการสัมผัสกับต้นทุเรียนได้โดยตรง เนื่องจากสารแพคโคลบิวทราโซล (Paclobutrazol) จะถูกดูดซึมเข้าสู่ใบและยอดของทุเรียน ทำให้ยับยั้งการเจริญเติบโตได้ตรงจุด และลดโอกาสที่สารจะสะสมอยู่ในดินได้ แต่การพ่นสารทางใบก็มีข้อจำกัด เพราะสารจะสลายตัวได้เร็ว หากเจอสภาพอากาศแปรปรวน ฝนตกชุกต่อเนื่อง อาจทำสารหมดฤทธิ์ หรือที่เรียกว่า “สารหลุด” ทำให้ต้นทุเรียนกลับมาแตกใบอ่อนแทนที่จะแตกตาดอก
ในขณะที่การพ่นสารทุเรียนทางดิน สารแพคโคลบิวทราโซล (Paclobutrazol) จะออกฤทธิ์ควบคุมการเจริญเติบโตได้ยาวนานกว่า และชาวสวนไม่จำเป็นต้องรอให้ใบทุเรียนอยู่ในระยะเพสลาด เพราะการพ่นสารทางดินจะทำให้ต้นทุเรียนได้รับสารในปริมาณที่แน่นอน โดยรากจะค่อยๆ ดูดซึมและลำเลียงสารขึ้นไปสะสมในต้น ดังนั้นหากต้นทุเรียนสมบูรณ์แข็งแรง ช่วงจังหวะเวลาได้ สภาพอากาศดี ชาวสวนก็สามารถพ่นสารทางดินได้เลย แต่การพ่นสารทางดิน ชาวสวนต้องพึงระวังว่า อาจมีสารตกค้างสะสมอยู่ในดินเป็นจำนวนมากและใช้เวลานานกว่าสารนั้นจะสลายไปได้ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อดินและระบบราก หากไม่มีการฟื้นฟูหลังการเก็บเกี่ยวที่ดีพอ
ด้วยเหตุผลที่กล่าวมานี้ จึงไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่าการทำสารทุเรียนแบบไหนดีกว่ากัน ชาวสวนจึงต้องวิเคราะห์และเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดกับสภาพของต้นทุเรียน เวลา และสภาพอากาศในตอนนั้น โดยต้องคำนึงถึงผลต่อการออกดอก ความสามารถในการควบคุมการเจริญเติบโตของยอด สารตกค้างที่ส่งผลกระทบต่อราก และการฟื้นฟูต้นทุเรียนหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้การทำสารทุเรียนมีประสิทธิภาพและปลอดภัยต่อต้นทุเรียนมากที่สุด

ทำสารทุเรียนแล้วได้ผลไหม? เช็คได้อย่างไร?
หลังจากทำสารทุเรียนแล้ว สารแพคโคลบิวทราโซล (Paclobutrazol) จะถูกดูดซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อหรือรากของทุเรียนและออกฤทธิ์ในการยับยั้งฮอร์โมนจิบเบอเรลลิน (Gibberellin) ทันที โดยเราสามารถสังเกตได้จากสภาพของต้นทุเรียน เช่น ต้นทุเรียนจะหยุดการเจริญเติบโตทางใบ ไม่มีใบอ่อนชุดใหม่แตกออกมา ถ้าสังเกตให้ดี ใบที่ทำสารชุดนี้จะมีสีเข้มกว่าปกติมาก เนื่องจากมีคลอโรฟิลล์สะสมอยู่เต็มที่ และถ้าหากมีการสะสมอาหารที่ดีพร้อม ใบจะหนาและมีน้ำหนักมากกว่าปกติ
แต่ถ้าเจอสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสม มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ไนโตรเจน (N) ในดินละลายออกมามากเกินไป ก็อาจจะทำให้คุมใบไม่อยู่ ต้นทุเรียนจึงแตกใบอ่อนออกมาได้ ซึ่งในสภาวะแบบนี้ หากเราทำ
สารทุเรียนอย่างถูกต้อง ใบชุดใหม่ที่แตกออกมาจะมีขนาดเล็กกว่าปกติ เพราะสารแพคโคลบิวทราโซล (Paclobutrazol) ได้ทำงานในระดับหนึ่งแล้ว เพียงแต่อาจจะควบคุมฮอร์โมนจิบเบอริลิน (Gibberellin) ได้ไม่ดีพอ เนื่องจากสภาพดินฟ้าอากาศไม่เอื้ออำนวย วิธีแก้คือ เราต้องเร่งใบชุดใหม่นี้ให้แก่เร็วที่สุด โดยใช้แมกนีเซียม (Mg) ปุ๋ยตัวกลาง (P) และตัวท้าย (K) สูง รวมถึงสะสมอาหารอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ต้นทุเรียนกลับมาพร้อมสำหรับการออกดอกอีกครั้งเมื่อเจอสภาพอากาศที่เหมาะสม
ทำสารทุเรียนไม่มีสูตรตายตัว ควรปรับใช้ให้เหมาะกับสวน
การทำสารทุเรียนให้ได้ผลดีที่สุดอาจไม่มีแนวทางที่ตายตัว เพราะการทำสารทุเรียนนั้นต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง ทั้งจากความสมบูรณ์ของต้นทุเรียนเอง และจากสภาพอากาศที่เหมาะสม ยิ่งในปัจจุบันที่สภาพอากาศแปรปรวน ชาวสวนจึงต้องเตรียมความพร้อมและประเมินสถานการณ์ภายในสวนอยู่เสมอ เพื่อปรับแนวทางการทำสารทุเรียนให้เหมาะสมกับสวนของตัวเองมากที่สุด
นอกจากนี้ยังควรตระหนักถึงผลเสียที่อาจจะตามมาหลังจากทำสารทุเรียนด้วย เพราะการใช้สารแพคโคลบิวทราโซล (Paclobutrazol) ที่มากเกินไปจะส่งผลให้ต้นทุเรียนโทรม ไม่สามารถเจริญเติบโตและฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ รวมถึงอาจมีสารตกค้างอยู่ในดินหรืออยู่ในต้นได้ ดังนั้นหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ชาวสวนควรให้ความสำคัญกับการบำรุงดูแลต้นทุเรียนและฟื้นฟูระบบราก เพื่อให้ต้นทุเรียนกลับมาฟื้นตัว สมบูรณ์แข็งแรง และเจริญเติบโต เตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่ฤดูกาลถัดไป
สรุปคำแนะนำจากชัยพฤกษ์ อโกรเทค
- ก่อนทำสารทุเรียน ควรเลือกต้นทุเรียนที่สมบูรณ์ แข็งแรง ไม่เป็นโรค พุ่มใบดี และมีใบอย่างน้อย 2 ชุด
- เดือนสิงหาคม–กันยายนเป็นช่วงที่เหมาะกับการทำสารทุเรียนนอกฤดูมากที่สุด เพราะต้นทุเรียนฟื้นตัวและพัฒนาใบจนครบ 2 ชุด จึงมีความพร้อมในการรับสาร
- ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทำสารทุเรียน คือช่วงที่สภาพอากาศปลอดโปร่ง ไม่มีฝน และดินมีความชื้นที่พอดี ไม่แห้งหรือชุ่มน้ำจนเกินไป
- ปกติการทำสารทุเรียนจะเน้นระยะใบเพสลาดเป็นหลัก แต่หากสภาพอากาศแปรปรวน สามารถปรับเปลี่ยนมาพิจารณาจังหวะเวลาและสภาพอากาศเป็นหลักแทนได้
- การพ่นสารทางใบและการพ่นสารทางดินมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน จึงควรพิจารณาความสมบูรณ์ของต้น ระยะใบ จังหวะเวลา สภาพอากาศ และการตกค้างของสารแพคโคลบิวทราโซล (Paclobutrazol) ก่อนเลือกวิธี
- ไม่ควรเพิ่มอัตราสารแพคโคลบิวทราโซล (Paclobutrazol) เกินคำแนะนำ เพราะอาจทำให้ต้นโทรม และส่งผลกระทบต่อการเจริญติบโตในระยะยาวได้
- ติดตามผลการทำสารทุเรียน โดยสังเกตการหยุดแตกใบอ่อน สีและความสมบูรณ์ของใบ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของต้น เพื่อประเมินว่าสารออกฤทธิ์ได้ตามที่ต้องการหรือไม่
- หากฝนตกต่อเนื่องและไนโตรเจนในดินสูงขึ้น อาจทำให้ต้นทุเรียนกลับมาแตกใบอ่อนได้ ควรพิจารณาใช้ปุ๋ยเร่งให้ใบแก่เร็วแทนการทำสารซ้ำ เพื่อลดปัญหาการใช้สารเกินขนาด
- หลังเก็บเกี่ยว ควรฟื้นฟูดิน ต้น และระบบราก เพื่อให้ต้นทุเรียนกลับมาแข็งแรงและพร้อมสำหรับฤดูกาลถัดไป

FAQ: คำถามที่เกษตรกรทุเรียนมักค้นหา
1. ทำสารทุเรียนเดือนไหนดีที่สุด?
โดยทั่วไปสวนทุเรียนในภาคตะวันออกมักเริ่มทำสารในช่วง เดือนสิงหาคม–กันยายน เพื่อเตรียมต้นก่อนเข้าสู่ช่วงที่สภาพอากาศเอื้อต่อการออกดอก แต่ไม่ควรดูจากเดือนเพียงอย่างเดียว ต้องพิจารณาความพร้อมของต้น ระยะใบ และสภาพอากาศร่วมกันด้วย
2. ทุเรียนใบระยะไหนถึงจะทำสารได้?
โดยทั่วไปควรทำสารเมื่อทุเรียนมีใบระยะเพสลาด ซึ่งใบกางเต็มที่ แต่อย่างไรก็ตาม ในสภาพอากาศที่แปรปรวน อาจต้องพิจารณาจังหวะเวลาและสภาพอากาศร่วมด้วย ไม่จำเป็นต้องยึดระยะใบเพียงอย่างเดียว
3. ทุเรียนอายุเท่าไหร่ถึงจะทำสารได้?
ควรเป็นต้นที่มีความสมบูรณ์แข็งแรง โดยแนะนำให้อายุประมาณ 4–5 ปีขึ้นไป จึงค่อยพิจารณาทำสาร ไม่ควรเร่งทำสารกับต้นที่ยังเล็กหรือไม่สมบูรณ์ เพราะอาจทำให้ต้นโทรมและกระทบการเจริญเติบโตได้
4. ทำสารทุเรียนด้วยการพ่นใบหรือพ่นดิน แบบไหนดีกว่ากัน?
ไม่มีวิธีใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกสวน การพ่นสารทางใบเหมาะกับกรณีที่ต้นมีระยะใบพร้อมและต้องการให้ใบได้รับสารโดยตรง แต่วิธีนี้สารจะสลายตัวได้เร็ว อาจทำให้คุมการเจริญเติบโตได้ไม่นาน ส่วนการพ่นสารทางดินจะควบคุมการเจริญเติบโตได้นานกว่า แต่ต้องระวังเรื่องสารตกค้างในดินและผลกระทบต่อระบบราก จึงควรเลือกวิธีตามสภาพต้นและสภาพแวดล้อมของสวน
5. ถ้าทุเรียนใบยังเป็นหางปลา ทำสารได้ไหม?
สามารถทำได้ในบางสถานการณ์ โดยเฉพาะหากจังหวะเวลาและสภาพอากาศเหมาะสม แต่ควรประเมินความสมบูรณ์ของต้นด้วย
6. ทำสารทุเรียนแล้วฝนตก จะทำอย่างไร? สารจะหลุดไหม?
หากทำสารแล้วมีฝนตกต่อเนื่องหลังการพ่น อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของสารและทำให้ต้นมีโอกาสกลับมาแตกใบอ่อนได้ แต่หากทำสารอย่างถูกวิธี ใบชุดใหม่ที่แตกออกมาจะมีขนาดเล็กกว่าปกติ ควรเร่งให้ใบแก่เร็วและสะสมอาหารต่อเนื่อง เพื่อเตรียมต้นกลับเข้าสู่ระยะพร้อมออกดอก
7. ทำสารแล้วทุเรียนยังแตกใบอ่อน เกิดจากอะไร?
อาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น ฝนตกต่อเนื่อง ความชื้นสูง ไนโตรเจนในดินมาก หรือสภาพต้นยังไม่พร้อม ทำให้การควบคุมการเจริญเติบโตไม่เป็นไปตามที่ต้องการ
8. จะรู้ได้อย่างไรว่าทำสารทุเรียนแล้วได้ผล?
สังเกตได้จากการหยุดแตกใบอ่อน ใบมีสีเขียวเข้มกว่าปกติ มีความหนาและมีน้ำหนักมากขึ้น หากต้นมีการสะสมอาหารดีและสามารถควบคุมการเจริญเติบโตทางใบได้ ก็แสดงว่าต้นตอบสนองต่อการทำสารในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะออกดอกได้แน่นอน เพราะยังต้องอาศัยสภาพอากาศที่เหมาะสม
9. ทำสารทุเรียนแล้วต้องงดปุ๋ยไนโตรเจนไหม?
หลังทำสารควรระมัดระวังการให้ไนโตรเจนในปริมาณสูง เพราะไนโตรเจนส่งเสริมการเจริญเติบโตทางใบ หากต้นได้รับไนโตรเจนมากเกินไป โดยเฉพาะในช่วงฝนตกชุก อาจทำให้ควบคุมใบได้ยากและกลับมาแตกใบอ่อนได้ การจัดการธาตุอาหารจึงควรเน้นให้เหมาะกับระยะการพัฒนาของต้น
10. ทำสารทุเรียนแล้วจะออกดอก 100% ไหม?
การทำสารเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของต้นและช่วยกระตุ้นการออกดอกเท่านั้น จึงไม่สามารถรับประกันได้ 100% เพราะการออกดอกยังขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้น การสะสมอาหาร ระยะใบ ปริมาณน้ำ และสภาพอากาศ เช่น อุณหภูมิและช่วงแล้งที่เหมาะสม
เมื่อนึกถึงปุ๋ยยา การจัดการธาตุอาหาร และการดูแลสวนทุเรียนด้วยประสบการณ์จริง ชัยพฤกษ์ อโกรเทค คือหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญชั้นนำด้านการปลูกทุเรียนและการดูแลสวนทุเรียนในประเทศไทย โดยเฉพาะสำหรับเกษตรกรทุเรียนในภาคตะวันออก













































