กรมชลประทานนำสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามโครงการคลองผันน้ำพร้อมอาคารประกอบฯ หวังแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่เศรษฐกิจกบินทร์บุรี พร้อมเพิ่มน้ำต้นทุนในฤดูแล้ง หนุนการเพาะปลูกพืชไร่และผักในพื้นที่

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 นายพิเชษฐ รัตนปราสาทกุล ผู้อำนวยการสำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม กรมชลประทาน พร้อมคณะ นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้า โครงการคลองผันน้ำพร้อมอาคารประกอบที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งในแม่น้ำปราจีนบุรีและแม่น้ำสาขา จังหวัดปราจีนบุรี พร้อมจัดประชุมปัจฉิมนิเทศเพื่อนำเสนอผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง
โครงการนี้มีที่มาจากปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่กบินทร์บุรีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณ ตลาดเก่า 100 ปี และเขตเทศบาลตำบลกบินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและมีประชาชนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น

จาก “น้ำหลาก” สู่โจทย์บริหารจัดการน้ำทั้งระบบ
นายพิเชษฐ รัตนปราสาทกุล กล่าวว่า กบินทร์บุรีอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกงตอนบน มีลำน้ำสำคัญคือ แควหนุมานและคลองพระปรง ไหลมาบรรจบกันเป็นแม่น้ำปราจีนบุรี แต่พื้นที่มีแหล่งเก็บกักน้ำน้อย ขณะที่ความสามารถในการระบายน้ำของลำน้ำไม่เพียงพอ จึงเกิดทั้งปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งเกือบทุกปี โดยปริมาณน้ำเก็บกักมีเพียงประมาณ 3% ของน้ำท่ารายปี

โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2556 ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่ทำให้กรมชลประทานเดินหน้าศึกษาแนวทางบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ รวมถึงการใช้คลองผันน้ำ เพื่อลดความรุนแรงของปัญหาน้ำท่วมในอนาคต
“คลองผันน้ำ 2 สาย” เครื่องมือรับมือน้ำหลาก
นายเกรียงศักดิ์ พุ่มนาค รองผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 กรมชลประทาน กล่าวว่า องค์ประกอบสำคัญของโครงการประกอบด้วย คลองผันน้ำ 2 สาย ได้แก่ คลองผันน้ำแควหนุมาน และคลองผันน้ำคลองพระปรง พร้อมประตูระบายน้ำในลำน้ำสายหลัก 3 แห่ง อาคารควบคุมน้ำ ระบบปรับปรุงการระบายน้ำในพื้นที่ปิดล้อม และการปรับปรุงคันกั้นน้ำด้านต้นน้ำของชุมชนกบินทร์บุรี โดยยกระดับถนนเดิมให้สามารถป้องกันน้ำท่วมในระดับสูงสุดที่เคยเกิดขึ้นในปี 2556 รวมระยะทาง 5.6 กิโลเมตร

แนวคิดสำคัญของโครงการคือ เมื่อเกิดน้ำหลาก จะสามารถ ผันและควบคุมปริมาณน้ำไม่ให้ไหลทะลักเข้าสู่พื้นที่ชุมชนและเขตเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็มีระบบควบคุมน้ำและพื้นที่รองรับน้ำ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ไม่ได้แก้น้ำท่วมอย่างเดียว แต่เพิ่ม “น้ำต้นทุน” ให้เกษตรกร
ประโยชน์ของโครงการจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การป้องกันน้ำท่วม หากก่อสร้างแล้วเสร็จ จะช่วยป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ปิดล้อมภายในแนวคลองผันน้ำและประตูระบายน้ำ รวมประมาณ 4,262 ไร่

นอกจากนี้ ยังสามารถมีน้ำขังในพื้นที่กักน้ำชั่วคราวจนถึงเดือนมกราคม รวมประมาณ 4.043 ล้านลูกบาศก์เมตร และในช่วงฤดูแล้งจะมีน้ำเก็บกักที่สามารถนำมาใช้ได้เพิ่มขึ้นในแควหนุมานและคลองพระปรงรวมประมาณ 8.578 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่กบินทร์บุรีและพื้นที่พระปรง
สำหรับภาคการเกษตร นั่นหมายถึง การมีน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้นสำหรับการผลิตในฤดูแล้ง และมีโอกาสเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกพืชไร่และผักในพื้นที่กบินทร์บุรี ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับเกษตรกรควบคู่ไปกับการลดความเสี่ยงจากอุทกภัย

คนกบินทร์บุรีฝากความหวังกับโครงการ
นายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวในโอกาสที่มาเป็นประธานในพิธีปัจฉิมนิเทศโครงการ ว่า โครงการนี้มีศักยภาพในการช่วยผันน้ำในฤดูน้ำหลาก ไม่ให้น้ำทะลักเข้าสู่เขตเทศบาลกบินทร์บุรีและพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก หากโครงการเกิดขึ้นเป็นรูปธรรม จะช่วยเพิ่มน้ำต้นทุนและทำให้การบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การดำเนินโครงการจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจกับประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากการเวนคืนที่ดิน พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการพิจารณา

ด้าน นายสมชาย สมบูรณ์กุล รองนายกเทศมนตรีตำบลกบินทร์ สะท้อนภาพปัญหาจากพื้นที่ว่า เมื่อฝนตกหนัก น้ำจากแม่น้ำพระปรงและแควหนุมานจะเอ่อล้นเข้าท่วมเขตเทศบาล โดยเหตุการณ์ปี 2556 น้ำท่วมถึง 3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 1 เดือน ส่งผลกระทบต่อร้านค้าและประชาชนกว่า 100 คูหา และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเกือบ 100 ล้านบาท จึงคาดหวังว่าโครงการจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมและเป็นแหล่งน้ำต้นทุนแห่งใหม่ของพื้นที่
อยู่ขั้นตอนออกแบบ ก่อนเดินหน้าสู่การก่อสร้าง
ปัจจุบันโครงการยังอยู่ในขั้นตอน สำรวจและออกแบบ ตามกรอบระยะเวลา 720 วัน ซึ่งจะสิ้นสุดสัญญาในวันที่ 20 กันยายน 2569 จากนั้นจะนำเสนอโครงการต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการจัดเตรียมเอกสารประมูล เตรียมการก่อสร้าง และดำเนินการก่อสร้างต่อไป

โครงการคลองผันน้ำกบินทร์บุรีจึงไม่ได้เป็นเพียงโครงการป้องกันน้ำท่วม แต่เป็นความพยายามเปลี่ยนการบริหารจัดการน้ำจากการ “รอรับมือเมื่อเกิดปัญหา” ไปสู่การวางระบบจัดการน้ำทั้งในฤดูน้ำหลากและฤดูแล้ง หากเดินหน้าได้สำเร็จ นอกจากช่วยลดความเสียหายให้ชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจแล้ว ยังเพิ่มน้ำต้นทุนให้ภาคเกษตร และสร้างโอกาสให้พื้นที่สามารถใช้ประโยชน์จากน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว














































