กยท. ผนึกกำลังร่วมกับ 4 หน่วยงานจาก 3 ประเทศ ลงนามความร่วมมือ ‘วิจัยยางจากระบบกรีดความถี่ต่ำ’ เปิดพื้นที่ ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา วิเคราะห์โครงสร้างและคุณสมบัติของยางจากระบบกรีดยางความถี่ต่ำ และปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับของเกษตรกรไทย
วันนี้ (7 ส.ค. 2569) ที่ห้องประชุมราชไมตรี อาคาร 50 ปี ชั้น 4 กยท. สำนักงานใหญ่ – การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) โดย นายโกศล บุญคง รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้แทนโดยชอบ ร่วมลงนามในหนังสือความร่วมมือ “การวิเคราะห์โครงสร้างและคุณสมบัติของยางจากระบบกรีดยางความถี่ต่ำ และปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจ ที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับของเกษตรกร” ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดย ศ.พญ.ผิวพรรณ มาลีวงษ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม, สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร (KAPI) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย นางสาวพิลานี ไวถนอมสัตย์ ผู้อำนวยการ, Centre de coopération internationale en recherche agronomique pour le développement (CIRAD) ประเทศฝรั่งเศส โดย Mr. Francois Roger ผู้อำนวยการภูมิภาค และบริษัท ซูมิโตโม รับเบอร์ อินดัสตรีส์ จำกัด โดย Mr.Tetsuya Kunizawa ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายวิจัยวัสดุแห่งอนาคต

นายโกศล กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นการดำเนินงานร่วมกันระหว่าง 5 หน่วยงาน จาก 3 ประเทศ โดยมีเป้าหมาย เพื่อศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างระบบกรีดยางความถี่ต่ำ กับโครงสร้างและสมบัติของยางธรรมชาติ รวมถึงศึกษาปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลต่อการตัดสินใจของเกษตรกร เป็นการตอบโจทย์การนำงานวิจัยจากหิ้งมาสู่ห้าง ด้วยเป็นการพัฒนาองค์ความรู้ สนับสนุนการผลิตยางธรรมชาติอย่างยั่งยืน

นายโกศล กล่าวอีกว่า ความร่วมมือครั้งนี้ แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ส่วน คือ หนึ่ง ศึกษาปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ส่งผลต่อการยอมรับการใช้ระบบกรีดยางความถี่ต่ำของเกษตรกร และสอง ศึกษาโครงสร้าง คุณสมบัติทางชีวเคมี และคุณสมบัติทางกายภาพของยางธรรมชาติที่ได้จากระบบกรีดยางความถี่ต่ำ เพื่อนำไปพัฒนาองค์ความรู้และเพิ่มมูลค่าของยางธรรมชาติ
นายโกศล กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับระบบกรีดยางความถี่ต่ำ (Low-Frequency Tapping System: LFTS) คือ ระบบการกรีดยางที่ลดจำนวนครั้งในการกรีดต้นยางลง เมื่อเทียบกับระบบกรีดแบบปกติ เช่น ระบบปกติ กรีดทุก 2 วัน (d2) หรือทุกวัน ขณะที่ระบบกรีดความถี่ต่ำ กรีดทุก 3 วัน (d3), ทุก 4 วัน (d4) หรือทุก 6 วัน (d6) ร่วมกับการใช้สารกระตุ้นน้ำยาง เช่น เอทีฟอน เพื่อให้ต้นยางยังคงให้น้ำยางในปริมาณที่เหมาะสม

“ในส่วนบทบาทของ กยท. จะเป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนการดำเนินงานภาคสนาม โดยจัดเตรียมพื้นที่วิจัย คัดเลือกเกษตรกร สนับสนุนบุคลากร ถ่ายทอดองค์ความรู้ และดำเนินการทดสอบคุณสมบัติของยาง รวมถึงเตรียมแปลงทดลองที่ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา เพื่อให้ผลการวิจัยสามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงในภาคการผลิตของประเทศได้ พร้อมกันนี้ จะนำองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยมาร่วมวิจัยให้เกิดประโยชน์ เช่น สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะนำความเชี่ยวชาญด้านชีวเคมีและเทคโนโลยียางธรรมชาติมาศึกษาโครงสร้างและคุณสมบัติของยาง รวมทั้งวางแผนการเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์ผลทางวิทยาศาสตร์” นายโกศล กล่าว
นายโกศล กล่าวอีกว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการบูรณาการจุดแข็งของหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา หน่วยงานวิจัยระดับนานาชาติ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมยางพาราของไทย ทั้งด้านการวิจัย การผลิต และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

“ความร่วมมือในครั้งนี้ ช่วยต่อยอดสู่อนาคต ด้วยจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับ ทั้งด้านการวิจัย การผลิต และการแข่งขันในตลาดโลก เพราะจะได้องค์ความรู้เชิงวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับผลของระบบกรีดยางความถี่ต่ำต่อคุณภาพและสมบัติของยางธรรมชาติ ที่สามารถนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น รวมถึงพัฒนาแนวทางจัดการสวนยางที่ช่วยลดการพี่งพาแรงงาน ที่เป็นปัญหาสำคัญของภาคการผลิตในปัจจุบัน รวมถึงทำให้ความเข้าใจปัจจัยที่ทำให้เกษตรกรยอมรับเทคโนโลยีใหม่ และสนับสนุนการผลิตยางธรรมชาติที่มีคุณภาพ ช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมยางธรรมชาติไทย พร้อมทั้งสร้างรายได้ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางอย่างยั่งยืน” นายโกศล กล่าว









































