ทุเรียนกลางกรุง ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ปี 2569
ความสำเร็จท่ามกลางความร้อน

ในการผลิตทุเรียนปี พ.ศ. 2569 ของแปลงทดลอง 2 ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มจากต้นทุเรียนเริ่มมีการออกดอกในปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 พันธุ์ทุเรียนที่ออกดอกติดผล ในปี 2569 นี้ประกอบด้วย 5 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์หลงลับแล กบสุวรรณ หนามดำ จันทบุรี 1 และมูซานคิง ส่วนพันธุ์หมอนทอง และจันทบุรี 3 พบการออกดออก แต่ไม่ติดผล เนื่องจาก 2 พันธุ์นี้ออกดอกล่าช้า และปีนี้เข้าสู่ฤดูร้อนในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ดอกที่บานจึงร่วงทั้งหมด ในขณะที่พันธุ์จันทบุรี 4 จันทบุรี 9 และสาลิกา ไม่ออกดอก

ทุเรียนกลางกรุง ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ปี 2569

ปี 2569 อากาศร้อนกว่าปี 2568 โดยเฉพาะช่วงเดือนมีนาคม–เมษายน 2569 ซึ่งมีอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 42-43 องศาเซลเซียส เนื่องจากอิทธิพลของเอลนีโญ และภาวะโลกร้อน ซึ่งอาจเป็นปีที่ร้อนที่สุด จึงมีผลกระทบต่อการผลิตทุเรียนในทุกภูมิภาค รวมทั้งที่แปลงทดลอง 2 ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน จากการสังเกต พบว่า ทุเรียนพันธุ์กบสุวรรณ ติดผลแต่กิ่งล่าง ๆ กิ่งบนไม่ค่อยติดผล เนื่องจากกิ่งส่วนบนของทรงพุ่มจะได้รับรังสีและความร้อนโดยตรงมากกว่าส่วนล่างของทรงพุ่ม ส่งผลให้เกิดความเครียดจากความร้อน (heat stress) ซึ่งกระทบต่อความมีชีวิตของละอองเรณู การงอกของหลอดเรณู ตลอดจนกระบวนการผสมเกสรและการติดผล เมื่อระดับความเครียดสูง ต้นทุเรียนจะปรับสมดุลทางสรีรวิทยาโดยลดการพัฒนาดอกหรือเร่งการร่วงของดอก โดยเฉพาะบริเวณยอดบนที่เผชิญอุณหภูมิสูงมาก จึงพบการติดผลลดลง อีกทั้งกิ่งล่างมักเป็น “กิ่งแก่” ที่มีการสะสมอาหารมากกว่า ขณะที่กิ่งบนโดยเฉพาะกิ่งที่แตกใบอ่อนใหม่ใกล้ช่วงออกดอก จะมีลักษณะเป็นแหล่งใช้อาหาร (sink) มากกว่าแหล่งสร้างอาหาร (source) จึงมีแนวโน้มติดผลน้อย

เนื่องจากอากาศร้อนจัดเร็วกว่าปีก่อน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาคุณภาพผลผลิต ทั้งในด้านการขยายขนาดผล การสะสมแป้งและน้ำตาล ตลอดจนความสมบูรณ์ของเนื้อผล ดังนั้นการบริหารจัดการน้ำและปุ๋ยอย่างเหมาะสม โดยรักษาความชื้นในดินให้อยู่ในระดับสม่ำเสมอ รวมทั้งการเพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ เพื่อลดความเครียดจากความร้อน และป้องกันปัญหาผลร่วง ผลปริแตก และผลแตก ควบคู่กับการจัดการธาตุอาหารอย่างสมดุล โดยเฉพาะธาตุโพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพเนื้อผล ความแน่นของเปลือก และความแข็งแรงของขั้วผล เพื่อคงไว้ซึ่งคุณภาพผลผลิตในฤดูการผลิตของปีนี้

ปี 2569 มีการดูแลการจัดการต้นทุเรียนเป็นพิเศษเพิ่มจากปีก่อน ๆ หน้านี้ โดยเน้นที่การจัดการน้ำและปุ๋ยอย่างเหมาะสม โดยต้องให้น้ำให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ เพื่อสอดคล้องกับการดูแลต้นทุเรียน

เทคนิคการดูแลที่สำคัญในผลิตทุเรียนในช่วงวิกฤตนี้

1. การดูแลต้นให้มีความพร้อม บำรุงต้นด้วยการใส่ปุ๋ยทางดินสูตร 15-5-20 อัตราต้นละ 300 กรัมต่อต้น ทุกเดือน และใส่ปุ๋ยอินทรีย์หลังตัดแต่งกิ่งประมาณ 2 ครั้ง อัตราต้นละ 2 กิโลกรัมต่อต้น ห่างกัน 2 เดือน

2. การให้น้ำ ช่วงก่อนการออกดอก ทำการกักน้ำ นาน 7-10 วัน เพื่อกระตุ้นการออกดอก และพ่นปุ๋ยทางใบสูตร 0-52-34 ร่วมกับกรดอะมิโน และน้ำตาลซอร์บิทอล จากนั้นให้น้ำตามปรกติ จนกระทั่งออกดอก พ่นด้วยปุ๋ยสูตร 13-0-46 ร่วมกับธาตุแคลเซียม-โบรอน และสาหร่ายทะเลสกัด พ่นซ้ำ 3 รอบ ทุก ๆ 7 วัน การให้น้ำทุกวันช่วงเช้า เป็นเวลา 10 นาที อัตรา 4-5 ลิตรต่อต้นต่อวัน พอเข้าสู่ระยะดอกบานลดการให้น้ำลง เหลือ 25% จนกว่าดอกจะเข้าสู่ระยะหางแย้ไหม้ จึงค่อยปรับการให้น้ำสู่ปกติ พอเข้าสู่ระยะไข่ไก่ เพิ่มการให้น้ำเป็นการให้น้ำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง ช่วงเช้าและช่วงบ่าย 3 เป็นเวลา 10 นาที อัตรา 4-5 ลิตรต่อต้นต่อวัน เนื่องจากปีนี้ ผลเริ่มพัฒนาในช่วงที่มีอากาศร้อนจัด และเมื่อพบว่าต้นทุเรียนมีการแตกใบอ่อน ให้เว้นระยะการให้น้ำ เป็นวันเว้นวัน

3. การไว้ผลเพียงรุ่นเดียว เพื่อต้องการเน้นคุณภาพผลผลิตให้มีคุณภาพใกล้เคียงกัน การบริหารจัดการไม่ยุ่งยาก สามารถเก็บเกี่ยวในช่วงระยะเวลาใกล้เคียงกัน และช่วยลดปัญหาต้นโทรม โดยตัดแต่งผลรุ่นที่เล็กกว่าหรือรูปทรงบิดเบี้ยวออก ให้เหลือเฉพาะผลที่สมบูรณ์ ทำให้ต้นสามารถส่งน้ำและธาตุอาหารไปเลี้ยงผลได้อย่างเต็มที่ ผลจึงมีขนาดใหญ่ ทรงผลสวย เนื้อดี คุณภาพสม่ำเสมอ และมีอัตราการหลุดร่วงของผลต่ำ

4. การแต่งผลทุเรียน เป็นการคัดเลือกและลดจำนวนผลบนต้น โดยทำในช่วงหลังติดผลอ่อนประมาณ 3–6 สัปดาห์ เพื่อให้เหลือเฉพาะผลที่สมบูรณ์ รูปทรงดี และกระจายตัวเหมาะสมบนกิ่ง เพื่อให้ต้นสามารถจัดสรรคาร์โบไฮเดรต น้ำ และธาตุอาหารไปยังผลที่เหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลมีขนาดใหญ่ คุณภาพเนื้อดี ลดการหลุดร่วง ลดความเครียดของต้น และเพิ่มความสม่ำเสมอของผลผลิต

5. การบำรุงผล เมื่อผลทุเรียนมีขนาดเท่ากับไข่ไก่ ใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 อัตรา 400-500 กรัมต่อต้น จำนวน  2 ครั้ง ห่างกัน 10 วัน จากนั้นเมื่อเข้าสู่ผลอ่อน อายุ 45 วัน ใส่ปุ๋ยสูตร 15-5-20 อัตรา 400-500 กรัมต่อต้น สำหรับพันธุ์กบสุวรรณ หนามดำ และจันทบุรี 1 ส่วนพันธุ์หลงลับแล และมูซานคิง ในปี 2569 มีการติดผลน้อย ใส่ปุ๋ยเพียง 300 กรัมต่อต้น จำนวน 2 ครั้ง ห่างกัน 15 วัน และพ่นปุ๋ยทางใบด้วยธาตุอาหารเสริม เช่น แคลเซียม-โบรอน (Ca-B) สังกะสี (Zn) แมกนีเซียม (Mg) ทองแดง (Cu) เหล็ก (Fe) แมงกานีส (Mn) กำมะถัน (S) และโมลิบดินัม (Mo) เพื่อช่วยการสังเคราะห์ด้วยแสง เสริมการแบ่งเชลล์ ขยายขนาดผล เนื้อแน่น และลดอาการผลแตก

6. การคลุมผลด้วยลวดตาข่าย เพื่อปกป้องทุเรียนจากกระรอก ด้วยการใช้ลวดตาข่ายกรงไก่ ครอบผลทุเรียนและผูกติดกับกิ่งทุเรียนไว้ให้แน่น เน้นตรงขั้วผลอย่าให้มีช่องว่างให้กระรอกเข้าไปได้ ครอบไว้จนกว่าจะเก็บเกี่ยวผลทุเรียน

7. ก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 3-4 สัปดาห์ ใส่ปุ๋ยที่เน้นโพแทสเซียมสูง ช่วยเร่งการสร้างเนื้อทุเรียนให้เข้าสี ได้เนื้อละเอียด และเพิ่มน้ำหนักผล เช่น ปุ๋ยสูตร 0-0-60 อัตรา 300 กรัมต่อต้น

อย่างไรก็ตามอากาศร้อนจัด มีผลให้ทุเรียนแก่เร็วขึ้นได้ เนื่องจากอุณหภูมิเป็นปัจจัยสำคัญที่ควบคุมอัตราการเผาผลาญ (metabolic rate) และกระบวนการพัฒนาของผล โดยเมื่ออุณหภูมิสูง จะเร่งอัตราการหายใจ (respiratin rate) และการทำงานของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสุก เช่น การเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาล และการอ่อนตัวของเนื้อผล ส่งผลให้ระยะการพัฒนาจากติดผลถึงเก็บเกี่ยวสั้นลง นอกจากนี้ อุณหภูมิสูงยังเร่งการสะสมหน่วยความร้อน (thermal time) ซึ่งเป็นตัวกำหนดความเร็วในการเจริญเติบโตของผลไม้ ทำให้ทุเรียนถึงระยะแก่เร็วขึ้นกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม หากอุณหภูมิสูงเกินไป อาจส่งผลเสียต่อคุณภาพผล เช่น เนื้อไม่แน่นหรือรสชาติด้อยลงได้

ผลผลิตทุเรียนแต่ละพันธุ์ในช่วงปี 2566–2569

พันธุ์จำนวนผลทั้งหมด (ผล)
ปี 2566ปี 2567ปี 2568ปี 2569
สาลิกาไม่ออกดอกไม่ออกดอกไม่ออกดอกไม่ออกดอก
หมอนทองไม่ออกดอกไม่ออกดอก (โรคฟิวซาเรียม)ออกดอกแต่ไม่ติดผลออกดอกแต่ไม่ติดผล
หลงลับแลไม่ออกดอกไม่ออกดอก (โรคฟิวซาเรียม)ไม่ออกดอกปีแรกที่ให้ผลผลิต 5 ผล
กบสุวรรณ13ไม่ออกดอก (โรคฟิวซาเรียม)3634
หนามดำ10ไม่ออกดอก (โรคฟิวซาเรียม)131
จันทบุรี 1ออกดอกแต่ไม่ติดผลไม่ออกดอก (โรคฟิวซาเรียม)716
มูซานคิง5ไม่ออกดอก (โรคฟิวซาเรียม)154
จันทบุรี 3ไม่ออกดอกไม่ออกดอก (โรคฟิวซาเรียม)ไม่ออกดอกออกดอกแต่ไม่ติดผล
จันทบุรี 95ไม่ออกดอก (โรคฟิวซาเรียม)1ไม่ออกดอก
จำนวนรวม (ผล)3306090*

ผลผลิตรวมปี 2569 เป็นผลผลิตที่มีการตัดแต่งผลที่ไม่ต้องการออก ให้เหลือผลผลิตเพียง 1 รุ่น

ปี 2566 มีผลผลิตทุกพันธุ์จำนวน 33 ผล ซึ่งเป็นปีที่เริ่มมีผลผลิตบางส่วน โดยพันธุ์ที่ให้ผลแล้ว ได้แก่ กบสุวรรณ (13 ผล) หนามดำ (10 ผล) มูซานคิง (5 ผล) และจันทบุรี 9 (5 ผล) ขณะที่จันทบุรี 1 ออกดอกแต่ไม่ติดผล ส่วนหมอนทอง หลงลับแล สาลิกา และจันทบุรี 3 ไม่ออกดอกดอก ภาพรวมถือว่าเริ่มต้นมีผลผลิตบ้างแต่ยังไม่สม่ำเสมอทุกพันธุ์

ปี 2567 เป็นปีที่ไม่ได้ผลผลิต เนื่องจากทุกพันธุ์ “ไม่ออกดอกทั้งหมด” สาเหตุ คือ กิ่งและใบถูกทำลายจากการระบาดของโรคฟิวซาเรียม หรือ โรคกิ่งแห้ง ที่เกิดจากเชื้อรา Fusarium solani  เข้าทำลายท่อลำเลียงอาหาร ทำให้กิ่งแห้ง ใบเหลืองหลุดร่วง เกินกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ต้นโทรม ถือเป็นปีที่ต้นทุเรียนได้รับผลกระทบหนักที่สุด จึงได้ฟื้นฟูและบำรุงต้น รวมทั้งเร่งการสร้างใบใหม่ให้สมบูรณ์สำหรับการสร้างอาหารจากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง และต้นพร้อมออกดอกในปลายปี 2567 สำหรับการเก็บเกี่ยวผลผลิตในปี 2568

ปี 2568 มีผลผลิตทุกพันธุ์จำนวน 60 ผล เป็นปีที่เริ่มฟื้นตัวหลังจากปีที่มีโรคฟิวซาเรียม โดยบางพันธ์ุกลับมาให้ผลผลิตดี เช่น กบสุวรรณเพิ่มเป็น 36 ผล (สูงสุดในช่วงนั้น) และมูซานคิง 15 ผล รวมถึงจันทบุรี 1 ให้ผล 7 ผล หนามดำและจันทบุรี 9 ให้ผลน้อย (พันธุ์ละ 1 ผล) ขณะที่หมอนทองออกดอกแต่ไม่ติดผล และหลงลับแล สาลิกา และจันทบุรี 3 ยังไม่ออกดอก แสดงถึงการฟื้นตัวที่ยังไม่เท่ากันในแต่ละพันธุ์

ปี 2569 มีผลผลิตทุกพันธุ์จำนวน 90 ผล เป็นปีที่ผลผลิตดีและกระจายตัวมากขึ้น แม้จะเป็นปีที่ต่อสู้สภาพอากาศที่ร้อนและแล้ง โดยหลายพันธ์ุให้ผลเพิ่มชัดเจน เช่น หนามดำ 31 ผล กบสุวรรณ 34 ผล จันทบุรี 1 เพิ่มเป็น 16 ผล และหลงลับแลเริ่มให้ผลครั้งแรก (5 ผล) แต่บางพันธุ์ยังมีปัญหา เช่น หมอนทอง และ จันทบุรี 3 ออกดอกแต่ไม่ติดผล ส่วนสาลิกา จันทบุรี 4 และ จันทบุรี 9 ไม่ออกดอก

โดยภาพรวมเปรียบเทียบทุกปี จะเห็นแนวโน้มชัดเจนว่า ปี 2566 เป็นช่วงเริ่มให้ผลบางส่วน→ปี 2567 เกิดปัญหาโรคทำให้ผลผลิตเป็นศูนย์ → ปี 2568 เริ่มฟื้นตัวแต่ยังไม่เต็มที่→และปี 2569 เป็นปีที่ดีที่สุดโดยรวม มีทั้งจำนวนผลที่เพิ่มขึ้น และมีพันธุ์ใหม่เริ่มให้ผล อย่างไรก็ตามยังมีบางพันธุ์ที่มีปัญหาซ้ำซ้อนเรื่อง “ออกดอกแต่ไม่ติดผล” และ “ไม่ออกดอก” จึงต้องทำการศึกษาค้นคว้าวิจัยต่อไป

อายุการเก็บเกี่ยวทุเรียนแต่ละพันธุ์ในช่วงปี 2566–2569

อายุการเก็บเกี่ยว (วัน)
พันธุ์อายุเก็บเกี่ยวตามลักษณะประจำพันธุ์ปี 2566ปี 2567ปี 2568ปี 2569
กบสุวรรณ1101059593-95
หนามดำ10090-929088-90
จันทบุรี 11059290-93
มูซานคิง9085-8776-8085
จันทบุรี 913010090
หลงลับแล105-11090-93

เมื่อเปรียบเทียบทุกปี จะเห็นว่า ปี 2566 เป็นจุดเริ่มที่หลายพันธุ์เก็บเกี่ยวได้เร็วกว่าเกณฑ์ ในปี 2567 ไม่มีข้อมูลเนื่องจากไม่มีผลผลิต จากนั้นปี 2568 และ 2569 เป็นช่วงฟื้นตัวที่ชัดเจน โดยอายุเก็บเกี่ยวของทุกพันธุ์ส่วนใหญ่ “สั้นกว่าค่ามาตรฐาน” อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิสูง ทำให้ผลทุเรียนสุกและเก็บเกี่ยวได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหลัง (ปี2568–2569)

SIMA_webbanner_468x90_TH_animated