สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย พร้อม 21 องค์กรภาคปศุสัตว์และประมง ร่วมชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐอเมริกา ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) โดยยืนยันว่าเป็นแนวทางช่วยลดต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ และไม่กระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในประเทศ
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล เลขาธิการสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ประมาณ 9 ล้านตันต่อปี แต่ผลิตได้เพียง 5 ล้านตัน ทำให้ยังขาดแคลนวัตถุดิบอีกกว่า 4 ล้านตัน และต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ไทยยังมีความจำเป็นต้องรักษาความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จึงต้องมีการเจรจาเปิดตลาดสินค้าระหว่างกันอย่างเหมาะสม
ภาคปศุสัตว์ย้ำว่า การนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ จะไม่เข้ามาแข่งขันกับผลผลิตของเกษตรกรไทย เนื่องจากรัฐบาลกำหนดเงื่อนไขให้ผู้นำเข้าต้องซื้อข้าวโพดในประเทศในสัดส่วน 3 ต่อ 1 ก่อนนำเข้า และปริมาณนำเข้าที่เสนอ 1 ล้านตัน จะใช้ทดแทนข้าวสาลีนำเข้าที่มีอยู่เดิมประมาณ 1.7 ล้านตัน ไม่ใช่การแทนที่ข้าวโพดไทย
ข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรมระบุว่า ปัจจุบันราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยสูงกว่า 13 บาทต่อกิโลกรัม ถือเป็นหนึ่งในราคาที่สูงที่สุดในโลก ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาจำหน่ายเนื้อสัตว์ ไข่ และผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์กลับไม่ได้ปรับตัวเพิ่มตามต้นทุน
ทั้งนี้ แม้จะมีการใช้วัตถุดิบอื่น เช่น ข้าวเปลือก ปลายข้าว รำข้าว และมันสำปะหลัง ทดแทนข้าวโพดอยู่แล้ว แต่ยังไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านคุณค่าทางโภชนาการ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นในระยะยาว
ภาคอุตสาหกรรมมองว่า ข้าวโพดจากสหรัฐฯ มีราคาที่สามารถแข่งขันได้ในหลายช่วงเวลา การเปิดทางนำเข้าจึงจะช่วยลดต้นทุนอาหารสัตว์ ส่งผลดีต่อผู้เลี้ยงสัตว์ ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และผู้บริโภค ขณะเดียวกันยังช่วยลดแรงกดดันต่อปัญหาฝุ่น PM2.5 และหมอกควันข้ามแดนจากการเผาพื้นที่เพาะปลูกในบางประเทศอีกด้วย
สำหรับข้อกังวลเรื่องพืชดัดแปลงพันธุกรรม หรือ GMO สมาพันธ์ฯ ยืนยันว่า มีการใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลกมานานกว่า 30 ปี รวมถึงในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของไทย โดยไม่พบผลกระทบต่อสุขภาพหรือการส่งออกสินค้าเกษตรของประเทศ
การแถลงข่าวครั้งนี้สะท้อนจุดยืนร่วมของ 21 สมาคมในภาคปศุสัตว์และประมง ที่ต้องการสร้างความเข้าใจต่อสาธารณะเกี่ยวกับนโยบายวัตถุดิบอาหารสัตว์ และความมั่นคงทางอาหารของประเทศในระยะยาว








































