ARDA ดันเกษตรแม่นยำ “นวัตกรรม 5 ป.” สู่แปลงนา ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ข้าวคุณภาพ 20%
ชูนวัตกรรม 5 ป. พลิกโฉมชาวนาสู่ธุรกิจเกษตรยุคใหม่

ARDA ดันเกษตรแม่นยำ “นวัตกรรม 5 ป.” สู่แปลงนา ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ข้าวคุณภาพ 20%
วันที่ 20 พ.ค.69 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA พร้อมคณะผู้บริหารและสื่อมวลชน พร้อมคณะผู้บริหารและสื่อมวลชน ลงพื้นที่นครปฐมติดตามการส่งเสริม Smart Farming สร้างเครือข่ายข้าวคุณภาพ 3 จังหวัด ยกระดับชาวนาสู่ “นักธุรกิจเกษตรยุคใหม่” ลดต้นทุน เพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการ ARDA กล่าวว่า “ข้าว” พืชเศรษฐกิจสำคัญและเป็นรากฐานของภาคเกษตรไทย แต่ชาวนาไทยกว่า 4.6 ล้านครัวเรือนยังคงเผชิญปัญหารายได้ไม่แน่นอน ต้นทุนการผลิตสูง และราคาผลผลิตผันผวน โดยข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า ครัวเรือนเกษตรยังเป็นกลุ่มที่มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่าภาคเศรษฐกิจอื่น และมีภาระหนี้สินในระดับสูง ขณะที่ต้นทุนการทำนาเฉลี่ยของไทยอยู่ที่ประมาณ 5,174 บาทต่อไร่ ส่งผลให้ชาวนาจำนวนมากมีกำไรสุทธิค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดภัยแล้ง น้ำท่วม หรือราคาข้าวปรับตัวลดลง จนชาวนาหลายรายเริ่มทยอยออกจากภาคการเกษตร

ARDA จึงสนับสนุนทุนวิจัยให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินโครงการ “การส่งเสริมความสามารถการผลิตข้าวคุณภาพและการบริหารจัดการเชิงธุรกิจแบบมีส่วนร่วมของชาวนาภาคตะวันตก” โดยมี ดร.สาคร ชินวงค์ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย เพื่อยกระดับศักยภาพชาวนาไทยให้สามารถผลิตข้าวคุณภาพ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และบริหารจัดการการผลิตเชิงธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และการบริหารจัดการสมัยใหม่ร่วมกับการมีส่วนร่วมของชุมชนและเครือข่ายตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยนำร่องดำเนินงานโครงการในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม ราชบุรี และสุพรรณบุรี ครอบคลุม 11 กลุ่มเกษตรกร พัฒนาชาวนากลุ่มหลักกว่า 100 ราย และขยายผลสู่เกษตรกรเพิ่มเติมอีก 150 ราย ครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าวคุณภาพรวมกว่า 900 ไร่ เพื่อสร้าง “Smart Farmer” ที่สามารถบริหารจัดการต้นทุน การผลิต และการตลาดด้วยข้อมูลและเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การพึ่งพาตนเองและสร้างความมั่นคงทางรายได้ในระยะยาว

หัวใจสำคัญของโครงการ คือ การถ่ายทอดนวัตกรรม “5 ป.” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ประกอบด้วย การปรับพื้นที่นาด้วยระบบเลเซอร์ การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การป้องกันศัตรูพืชแบบผสมผสาน (IPM) และการจัดการฟางและตอซังแบบปลอดการเผา ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิต ประหยัดน้ำ ลดการใช้สารเคมี และลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพข้าวให้ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น ภายใต้การดำเนินงานดังกล่าว เกษตรกรต้นแบบสามารถผลิตข้าวคุณภาพได้กว่า 240,000–480,000 กิโลกรัมต่อปี พร้อมเชื่อมโยงตลาดผ่านความร่วมมือรับซื้อผลผลิตในราคาสูงกว่าท้องตลาดประมาณ 300–500 บาทต่อตัน ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตและเพิ่มอำนาจต่อรองทางการตลาดให้กับเกษตรกรในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ โครงการยังมุ่งพัฒนา “เครือข่ายธุรกิจข้าวคุณภาพ” โดยเชื่อมโยงชาวนา โรงสี ภาคเอกชน และตลาดชุมชน ตั้งแต่การวางแผนการผลิต การจัดทำแผนธุรกิจและการตลาด (BMC) ไปจนถึงการจัดทำบันทึกความร่วมมือ (MOU) เพื่อสร้างตลาดรองรับผลผลิตข้าวคุณภาพในระดับพื้นที่และเชิงพาณิชย์ ถือเป็นต้นแบบสำคัญของการใช้ “งานวิจัยและนวัตกรรม” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และยกระดับภาคการเกษตรไทยสู่ระบบเกษตรมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ โครงการตั้งเป้าช่วยลดต้นทุนการผลิตไม่น้อยกว่า 10% และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไม่น้อยกว่า 20% พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ลดการเผาในพื้นที่เกษตร ลดการใช้สารเคมี และเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายชาวนาในพื้นที่ภาคตะวันตก ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาภาคการทำนาไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว

“ARDA ต้องการพิสูจน์ว่า งานวิจัยไทยสามารถเปลี่ยน ‘วิกฤตต้นทุน’ ให้กลายเป็น โอกาสการแข่งขันได้ หากมีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์พื้นที่จริง และเชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นระบบ เพราะอนาคตของภาคเกษตรไทย จะไม่ได้แข่งขันกันที่ปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่ต้องแข่งขันด้วยประสิทธิภาพ คุณภาพ และมาตรฐานการผลิตที่ยั่งยืน” ผอ. ARDA กล่าว

SIMA_webbanner_468x90_TH_animated