ข้อมูลโดย : ธรรมรัฐ พิทักษ์สันติสุข กรรมการผู้จัดการ หจก.ชัยพฤกษ์ อโกรเทค จำกัด จ.จันทบุรี ผู้มีประสบการณ์ดูแลสวนทุเรียนในภาคตะวันออกมากกว่า 20 ปี
อัปเดตล่าสุด : 10/2569
ทำความเข้าใจปรากฏการณ์เอลนีโญที่ส่งผลกระทบต่อสวนทุเรียน และการจัดการในสวนเพื่อเตรียมรับมือ
การทำสวนทุเรียน สภาพอากาศเป็นสิ่งสำคัญที่ชาวสวนทุเรียนควรทำความเข้าใจและติดตามข่าวสารอยู่เสมอ โดยเฉพาะช่วงนี้ที่ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่สภาวะเอลนีโญ ซึ่งส่งผลต่อสภาพอากาศโดยตรงและอาจทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้สวนทุเรียนโดยเฉพาะภาคตะวันออกที่กำลังเข้าสู่ฤดูกาลผลิตได้รับผลกระทบ จนอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อต้นทุเรียนและผลผลิตได้
ชัยพฤกษ์ อโกรเทค ในฐานะผู้ให้คำปรึกษาด้านปุ๋ยยาทุเรียน การจัดการธาตุอาหาร และการดูแลสวนทุเรียนในจันทบุรีและภาคตะวันออก เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ จึงชวนทำความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ เอลนีโญ่และผลกระทบต่อสวนทุเรียน พร้อมแนะนำวิธีการดูแลสวนทุเรียนและวิธีรับมืออย่างเหมาะสม เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต
เอลนีโญคืออะไร? ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างไร?
จากข้อมูลของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม อธิบายไว้ว่าปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” เกิดจากการที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนสูงกว่าค่าปกติ ส่งผลให้รูปแบบของลม ฝน และความกดอากาศของโลกเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากเอลนีโญในช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อนพอดี ทำให้ฝนทิ้งช่วงนาน ปริมาณน้ำฝนลดน้อยลง อุณหภูมิในช่วงกลางวันสูงขึ้นกว่าปกติ และเกิดภาวะภัยแล้งในหลายพื้นที่
ล่าสุด องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) ยืนยันว่าปรากฏการณ์เอลนีโญได้เกิดขึ้นแล้ว และจะทวีความรุนแรงมากขึ้นสูงสุดในเดือนธันวาคม ปี 2569 ไปจนถึงเดือนมีนาคม ปี 2570

จะเกิดอะไรขึ้นหากต้นทุเรียนต้องเผชิญกับเอลนีโญ?
เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญทำให้อุณหภูมิในอากาศสูงขึ้นและมีแดดจัดในช่วงกลางวัน จึงส่งผลกระทบต่อต้นทุเรียนโดยตรง เพราะช่วงกลางวันเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ต้นทุเรียนใช้ในการสังเคราะห์แสง หากต้นทุเรียนต้องเผชิญกับอุณหภูมิสูงเป็นเวลานาน อาจก่อให้เกิด “สภาวะเครียดจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น (Heat Stress)” จนเข้าสู่โหมดเอาชีวิตรอด ต้นทุเรียนจะปิดปากใบเพื่อลดการสูญเสียน้ำ ใบทุเรียนจะเหี่ยวลงในเวลากลางวัน หากปล่อยไว้นานอาจเกิดโรคใบไหม้ (Sunburn) ทำให้อัตราการสังเคราะห์แสงลดลง
ทั้งนี้ ดินที่แห้งจากอากาศร้อนจัด ยังกระทบต่อระบบรากของต้นทุเรียนด้วย เพราะต้นทุเรียนไม่สามารถดึงน้ำและธาตุอาหารขึ้นมาเลี้ยงลำต้นและใบได้ จึงอาจทำให้ขาดธาตุอาหารแบบฉับพลัน การเจริญเติบโตหยุดชะงัก สร้างความเสียหายต่อต้นทุเรียนและคุณภาพของผลผลิต
ควรรับมืออย่างไร เมื่อต้องเผชิญกับเอลนิโญในช่วงที่ทุเรียนกำลังให้ผลผลิต?
ในช่วงที่ทุเรียนกำลังออกดอกเป็นอีกช่วงหนึ่งที่ค่อนข้างสำคัญเพราะส่งผลต่อจำนวนและคุณภาพของผลผลิตในอนาคต การรู้ทันผลกระทบจากสถานการณ์เอลนีโญจะช่วยให้ชาวสวนจัดการและรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น โดยสามารถแบ่งผลกระทบที่จะเกิดกับต้นทุเรียนในช่วงที่กำลังให้ผลผลิตได้ดังนี้
ระยะชักนำดอกและพัฒนาตาดอก : ในช่วงกักโศกเพื่อกระตุ้นการออกดอก หากอากาศร้อนจัดและแห้งแล้ง ต้ทุเรียนที่อดน้ำนานเกินไป ตาดอกอาจหยุดการพัฒนาได้ ดังนั้นชาวสวนทุเรียนต้องปรับการให้น้ำโดยคำนึงถึงสภาพต้นทุเรียนและดินเป็นหลัก โดยควรควบคุมการให้น้ำอย่างระมัดระวังมากขึ้น เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่ระยะสืบพันธุ์ อย่าลดการให้น้ำจนต้นทุเรียนใบเหลือง ใบเหี่ยว หรือรากแห้งจนเสียหาย เมื่อเห็นตาดอกเริ่มพัฒนาแล้ว ควรค่อยๆ เพิ่มปริมาณน้ำ ไม่ควรเพิ่มในรวดเดียวจนทำให้ค่าความชื้นเสียสมดุล
ระยะดอกบานและติดผลอ่อน : เนื่องจากสภาพอากาศที่แห้งเพราะอุณหภูมิสูง อาจทำให้ดอกทุเรียนร่วง การผสมเกสรไม่ติดผล หรือหากติดผล ผลอ่อนของทุเรียนก็อาจร่วงได้ ดังนั้นในระยะนี้ควรรักษาความชื้นให้สม่ำเสมอ โดยเฉพาะรากและโคนต้นทุเรียน โดยอาจให้น้ำต่อครั้งในปริมาณที่น้อยลงแต่เพิ่มความถี่ขึ้นเพื่อลดอุณหภูมิใต้โคนต้น เลือกและตัดแต่งดอกทุเรียนที่ไม่สมบูรณ์ออกเพื่อลดภาระให้กับต้นทุเรียน ลดการใช้สารที่ไม่จำเป็นในช่วงดอกบาน รวมไปถึงคอยตรวจการผสมเกสรของดอกทุเรียนให้มีคุณภาพเพื่อให้ติดผลดีขึ้น

ระยะขยายขนาดของผลทุเรียน : ในระยะนี้ต้นทุเรียนมักจะโทรมจากการต้องแบ่งน้ำและสารอาหารเพื่อเลี้ยงผล ชาวสวนจึงควรป้องกันไม่ให้ผลทุเรียนโตช้าหรือขยายไม่สมบูรณ์ ด้วยการจัดการน้ำให้ต้นทุเรียนอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง รักษาความสมบูรณ์ของใบทุเรียนเพื่อให้ผลิตอาหารอย่างเพียงพอ ตัดแต่งผลอ่อนของทุเรียนที่ไม่สมบูรณ์ออกเพื่อให้จำนวนผลเหมาะสมกับขนาดของต้น และตรวจสอบค่าความเป็นกรดด่างของน้ำก่อนการให้น้ำอยู่เสมอ
ระยะก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต : ในช่วงที่ความชื้นในอากาศน้อยลง อาจทำให้คุณภาพของเนื้อทุเรียนไม่สมบูรณ์ได้ ผลทุเรียนอาจแตกหรือสุกคาต้นจนร่วงหล่นก่อนเวลา ดังนั้นเพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงของความชื้นอย่างรุนแรง ชาวสวนไม่ควรปล่อยให้ดินแห้งจัดจนต้นทุเรียนขาดน้ำ แล้วอัดน้ำในปริมาณมากเพื่อเร่งผลผลิตในทันที รวมทั้งควรหมั่นติดตามอายุของผลทุเรียนและตรวจสอบคุณภาพของผลผลิตอยู่เสมอ
การจัดการสวนทุเรียนในภาวะภัยแล้งจากเอลนีโญ
หัวใจสำคัญของการทำสวนทุเรียนคือ “การให้น้ำ” เนื่องจากทุเรียนเป็นพืชที่ต้องได้รับน้ำอย่างต่อเนื่องและเหมาะสมอยู่เสมอ ยิ่งเป็นช่วงภาวะที่เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญที่ส่งผลต่อปริมาณแหล่งน้ำตามธรรมชาติ
โดยตรง จนอาจทำให้เกิดภัยแล้งและเกิดการขาดแคลนน้ำในบางพื้นที่ ชาวสวนทุเรียนจึงควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพื่อเตรียมน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของต้นทุเรียนในแต่ละช่วง โดยปริมาณน้ำที่แนะนำสำหรับต้นทุเรียนในแต่ละระยะ (โดยประมาณ) มีดังนี้
1. ระยะบำรุงต้น – แตกใบ : 100 – 180 ลิตร/ต้น/วัน
2. ระยะชักนำดอก : ปรับปริมาณน้ำตามความชื้นดินและสภาพต้นในแต่ละพื้นที่ โดยอาจยึดจากประสบการณ์
ของเจ้าของสวน
3. ระยะดอกพัฒนา – ดอกบาน : 100 – 180 ลิตร/ต้น/วัน
4. ระยะผลอ่อน : 120 – 200 ลิตร/ต้น/วัน
5. ระยะผลขยายขนาด : 150 – 300 ลิตร/ต้น/วัน
6. ระยะก่อนเก็บเกี่ยว : ปรับปริมาณน้ำตามสภาพดินและความต้องการน้ำของต้นทุเรียนตามจริง ส่วนใหญ่จะลดปริมาณน้ำลง เพื่อให้เนื้อทุเรียนเข้าสีและสุกแก่ตามระยะเวลาที่กำหนด
หมายเหตุ: ปริมาณน้ำข้างต้นเป็นเพียงค่าโดยประมาณ ต้องปรับตามขนาดทรงพุ่ม ชนิดดิน ความลึกของระบบราก สภาพอากาศ และประสิทธิภาพของระบบให้น้ำ รวมถึงหักปริมาณน้ำฝนที่พืชสามารถใช้ประโยชน์ได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการให้น้ำมากหรือน้อยเกินไป

ชาวสวนทุเรียนควรมีแหล่งน้ำสำหรับใช้ภายในสวนอย่างเพียงพอ โดยมีพื้นที่ประมาณ 10 เปอร์เซ็นของพื้นที่เพาะปลูก ระดับความลึกของบ่อ 2-4 เมตร เมื่อถึงช่วงหน้าแล้ง โดยเฉพาะช่วงปรากฏการณ์เอลนีโญ ควรหาแหล่งเก็บน้ำสำรองอื่นเตรียมเอาไว้ด้วย และคอยเช็คคุณภาพของน้ำที่ใช้ในสวนทุเรียนอย่างสม่ำเสมอ ทั้งค่าความเป็นกรดหรือด่าง (pH) ค่าการนำไฟฟ้าในน้ำ (EC) และค่าความเค็ม อีกทั้งควรเลือกวิธีการให้น้ำที่เหมาะสมกับต้นทุเรียน โดยใช้การให้น้ำแบบหัวเหวี่ยงเล็กที่มีประสิทธิภาพในการให้น้ำได้ดี และหมั่นตรวจสอบความชื้นในดินเพื่อกำหนดการให้น้ำตามรอบอย่างเหมาะสม
อีกวิธีการที่ช่วยให้ชาวสวนทุเรียนสามารถรับมือกับอากาศร้อนจัดจากปรากฏการณ์เอลนีโญได้ คือ การใช้สปริงเกอร์พ่นหมอกใต้ทรงพุ่มต้นทุเรียน โดยในทางฟิสิกส์แล้ว เมื่อหยดน้ำระเหย จะดูดพลังงานความร้อนจากสิ่งแวดล้อม ทำให้อุณหภูมิบริเวณที่เกิดการระเหยลดลง และความชื้นสัมพัทธ์เพิ่มขึ้นชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับความชื้นในอากาศ ขนาดหยดน้ำ ลม และปริมาณน้ำที่ระเหยได้จริง ข้อควรระวังคือ ในวันที่อากาศมีความชื้นสูง การระเหยจะเกิดช้ากว่าปกติ ทำให้การลดความร้อนในอากาศลดลง หรือหากมีลมแรง ก็อาจทำให้ละอองน้ำฟุ้งออกนอกทรงพุ่มได้ รวมถึงการพ่นน้ำมากเกินไป อาจทำให้ใบเปียกเป็นเวลานาน ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคบางชนิด ดังนั้นจึงแนะนำให้ใช้เป็นระบบเสริม เพื่อลดความร้อนในวันที่ร้อนจัดเท่านั้น ไม่ควรใช้ทดแทนระบบการให้น้ำทางราก และควรพิจารณาใช้ตามความเหมาะสม โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่น้ำสำรองมีจำกัด
ทั้งนี้ ชาวสวนยังควรตัดแต่งกิ่งและทรงพุ่มของต้นทุเรียนให้โปร่งเพื่อช่วยลดการคายน้ำ และสามารถฉีดพ่นใบด้วยแคลเซียม (Ca) ซิลิก้า (Si) หรือแมกนีเซียม (Mg) เพื่อช่วยสะท้อนรังสียูวี ลดความร้อน และป้องกันการเกิดอาการใบไหม้ (Sunburn)
นอกจากจัดการน้ำในสวนทุเรียนแล้ว การจัดการดินก็เป็นเรื่องที่ควรใส่ใจเช่นกัน เพราะช่วงที่เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ ดินจะแห้งแล้งมากกว่าปกติ ชาวสวนสามารถพรวนดินและคลุมดินด้วยเศษพืช เพื่อช่วยลดการระเหยของน้ำและเพิ่มอินทรียวัตถุได้ โดยเว้นระยะห่างจากโคนต้นเล็กน้อย เพื่อเลี่ยงความอับชื้นและป้องกันการเกิดโรค หรือหากใต้ต้นทุเรียนมีวัชพืช ก็สามารถตัดวัชพืชให้เตี้ยเพื่อช่วยคลุมดินได้แต่ไม่ควรปล่อยให้วัชพืชสูงและหนาแน่นเกินไป เพราะวัชพืชเหล่านั้นจะแย่งน้ำต้นทุเรียนแทน
หากต้นทุเรียนได้รับผลกระทบจากเอลนีโญ จะฟื้นฟูได้อย่างไร?
เมื่อสวนทุเรียนได้รับความเสียหายจากปรากฏการณ์เอลนีโญ การจะฟื้นฟูให้ต้นทุเรียนกลับมาสมบูรณ์ได้นั้นจะต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ควรรีบให้น้ำหรือปุ๋ยเคมีในปริมาณมากทันที เพราะต้นทุเรียนยังอ่อนแอทั้งระบบ จึงควรปรับทีละส่วนตามความเหมาะสมของต้นทุเรียน ดังนี้
ส่วนที่ 1 ฟื้นฟูระบบราก : ปรับการให้น้ำต้นทุเรียนตามสภาพดินที่ใช้ปลูก ถ้าเป็นดินทรายควรให้น้ำในปริมาณน้อยแต่เพิ่มความถี่และให้คลอบคลุมทั่วโคนต้น หากเป็นดินเหนียวสามารถเว้นระยะการให้น้ำได้ตามความเหมาะสม รวมทั้งควรคลุมโคนต้นทุเรียนด้วยหญ้าแห้งบริเวณชายพุ่ม หรืออาจปล่อยให้หญ้าขึ้นปกคลุมโคนต้นเพื่อรักษาระดับความชื้นและลดไอร้อนจากผิวดิน
นอกจากนี้ ควรปรับสภาพโครงสร้างดินให้ร่วนซุย ด้วยการใช้กรดฮิวมิก (Humic Acid) หรือกรดฟูลวิค (Fulvic Acid) ในปริมาณที่เหมาะสมผสมน้ำพ่นลงดิน เพื่อกระตุ้นการแตกรากใหม่ และช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ เช่น เชื้อราไมคอไรซา (Mycorrhiza) ทำให้ต้นทุเรียนทนแล้งและฟื้นตัวเร็วขึ้น โดยสามารถใช้ร่วมกับไตรโคเดอร์ม่า (Thricoderma) เพื่อป้องกันโรคเชื้อราทางดิน ไม่ควรใช้สารเคมีที่มีความเข้มข้นราดลงดินโดยตรง เนื่องจากระบบรากของต้นทุเรียนยังอ่อนแอ
ส่วนที่ 2 ฟื้นฟูใบและต้นทุเรียน : เมื่อระบบรากของต้นทุเรียนฟื้นฟูได้ดีแล้ว ก็จะสามารถฟื้นฟูใบและต้นให้เจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้น เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นกับใบและกิ่งทุเรียนมักเกิดจากระบบรากที่เสียหาย การรักษาความชื้นของดินรอบต้นทุเรียนจึงสำคัญ ถ้าต้นทุเรียนใบร่วงหรือกิ่งแห้ง ให้ตรวจสอบลักษณะของกิ่งของกิ่งและตัดเฉพาะกิ่งที่ตายแล้วหรือกิ่งที่เป็นโรคออกไป เพื่อลดภาระของต้นและป้องกันการแพร่กระจายของโรค หากต้องฉีดพ่นใบด้วยสารป้องกันกำจัดโรคหรือแมลง ไม่ควรใช้สารเคมีที่มีความเข้มข้นมากเกินไป และควรเลือกฉีดพ่นในช่วงเช้าหรือช่วงเย็น เพื่อป้องกันการเกิดใบไหม้

ทั้งนี้ สามารถเพิ่มการฉีดพ่นทางใบเพื่อลดความเครียดของต้นทุเรียนในช่วงอากาศร้อน ด้วยสารกระตุ้นเชิงชีวภาพ (Biostimulants) ซึ่งเป็นสารที่ใช้ในปริมาณเล็กน้อย เพื่อช่วยให้ต้นทุเรียนทนต่อความเครียดจากสภาพอากาศได้ เช่น สารสกัดจากสาหร่าย กรดอะมิโน (Amino Acid) ไคโตซาน (Chitosan) กลุ่มน้ำตาลแอลกอฮอล์ (Sorbitol) หรือน้ำตาลทางด่วน และสารไนโตรฟีโนเลต (Nitrophenolate) โดยประสิทธิภาพของแต่ละสารนั้นขึ้นอยู่กับสูตร อัตราการใช้ และสภาพต้นทุเรียน อย่างไรก็ตาม ควรใช้เป็นเพียงตัวเสริมเท่านั้น เพราะหัวใจสำคัญยังอยู่ที่การฟื้นฟูระบบราก
หมายเหตุ : การใช้ธาตุอาหารรอง/เสริม สารปรับโครงสร้างดิน และสารกระตุ้นทางชีวภาพ ควรอ่านฉลากผลิตภัณฑ์และปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิต หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากความเข้มข้นของแต่ละผลิตภัณฑ์อาจแตกต่างกัน
ติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้รู้ทันเอลนีโญมากขึ้น
ชาวสวนทุเรียนควรติดตามข่าวสารเรื่องสภาพอากาศอยู่เป็นประจำ เพื่อเตรียมรับมือกับสภาพอากาศ
ที่เปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ โดยสามารถติดตามได้จาก
- กรมอุตุนิยมวิทยา ใช้ติดตามพยากรณ์อากาศรายวัน รายสัปดาห์ และแนวโน้มฤดูกาลของประเทศไทย
- Windy ใช้แบบจำลอง ECMWF/GFS อุณหภูมิ ฝน ลม และความชื้น เพื่อประกอบการวางแผนในดูแลสวน
- กรมชลประทาน ใช้ติดตามสถานการณ์น้ำ แหล่งน้ำ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ชลประทาน
- NOAA Climate Prediction Center ใช้ติดตามสถานะเอลนีโญและแนวโน้มความรุนแรงรายเดือน
ปรากฏการณ์เอลนีโญ เป็นเพียงความเสี่ยงภัยธรรมชาติที่ชาวสวนทุเรียนควรเตรียมตัวรับมือ แต่ไม่ใช่คำทำนายว่าสวนทุเรียนทุกสวนจะได้รับผลกระทบทั้งหมด หากชาวสวนติดตามข่าวสารอยู่เสมอ ไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างมีความรู้และมีสติ ก็จะช่วยลดผลกระทบที่รุนแรง เพื่อให้ต้นทุเรียนยังคงสมบูรณ์ พร้อมที่จะให้ผลผลิตที่มีคุณภาพและได้ราคาดีที่สุด
สรุปคำแนะนำจากชัยพฤกษ์ อโกรเทค
- ติดตามพยากรณ์อากาศและสถานการณ์เอลนีโญเป็นประจำ เพื่อวางแผนดูแลสวนล่วงหน้า เช่น ตรวจข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน หรือแอปพยากรณ์อากาศ
- ปรับการให้น้ำตามระยะของทุเรียนและสภาพดิน อย่าปล่อยให้ต้นขาดน้ำนานจนใบเหี่ยว เหลือง หรือรากเสียหาย
- ช่วงเริ่มพัฒนาตาดอก ควรเพิ่มน้ำอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่าเพิ่มน้ำรวดเดียวจนความชื้นในดินเปลี่ยนฉับพลัน
- ช่วงดอกบานและติดผลอ่อน รักษาความชื้นให้สม่ำเสมอ อาจให้น้ำครั้งละน้อยแต่ถี่ขึ้น เพื่อป้องกันดอกร่วง พร้อมแต่งดอกที่ไม่สมบูรณ์ออกและตรวจการผสมเกสร
- ช่วงผลกำลังขยายขนาด ให้น้ำต่อเนื่องและดูแลใบให้สมบูรณ์ แต่งผลอ่อนให้มีจำนวนเหมาะสมกับกำลังของต้น และตรวจค่าความเป็นกรดด่างของน้ำก่อนใช้
- ก่อนเก็บเกี่ยว รักษาความชื้นในดินและทรงพุ่ม อย่าปล่อยให้ดินแห้งจัด เพื่อช่วยลดปัญหาผลแตกหรือสุกคาต้นจนหล่นก่อนเวลา
- ลดความร้อนและการสูญเสียน้ำในสวน ด้วยการตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มโปร่ง และใช้การพ่นน้ำเหนือทรงพุ่มเป็นตัวช่วยในวันที่ร้อนจัด
- คลุมดินเพื่อลดการระเหยของน้ำ ใช้เศษพืชหรือหญ้าที่ตัดเตี้ยคลุมบริเวณชายพุ่ม โดยเว้นระยะห่างจากโคนต้นเล็กน้อย และไม่ควรปล่อยวัชพืชสูงจนแย่งน้ำ
- เมื่อต้นเสียหายจากเอลนีโญ ให้ฟื้นฟูทีละขั้น เริ่มจากรักษาความชื้นและฟื้นระบบรากก่อน อย่ารีบอัดน้ำหรือปุ๋ยเคมีเข้มข้น
- ใช้กรดฮิวมิก หรือกรดฟูลวิค ปรับโครงสร้างดิน ร่วมกับไตรโคเดอร์มา เพื่อป้องกันโรคเชื้อราทางดิน
- ถ้าต้นทุเรียนใบร่วง กิ่งแห้ง ให้ตัดกิ่งที่ตายหรือเป็นโรคทิ้ง ป้องกันการแพร่กระจายของโรค
- หากต้องฉีดพ่นใบด้วยสารป้องกันกำจัดโรคหรือแมลง ไม่ควรใช้สารที่เข้มข้นมากเกินไป ควรพ่นในช่วงเช้าหรือเย็น เพื่อป้องกันการเกิดใบไหม้
- สามารถพ่นสารกระตุ้นเชิงชีวภาพ เช่น สารสกัดจากสาหร่าย กรดอะมิโน น้ำตาลทางด่วน และสารไนโตรฟีโนเลตในปริมาณเหมาะสม ช่วยให้ต้นทุเรียนทนความเครียดจากสถานการณ์เอลนีโญได้
FAQ: คำถามที่เกษตรกรทุเรียนมักค้นหา
1. ปรากฏการณ์เอลนีโญจะทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในช่วงใดมากที่สุด?
ช่วงเดือนธันวาคม 2569 – มีนาคม 2570 ซึ่งตรงกับช่วงที่สวนทุเรียนภาคตะวันออกกำลังทำผลผลิตออกสู่ตลาด
2. แดดแรงจัดจนใบทุเรียนเริ่มไหม้ (Sunburn) มีตัวช่วยไหนที่ช่วยลดความเครียดจากความร้อน (Heat Stress) ให้ต้นทุเรียนได้บ้าง?
ควรคลุมดินด้วยหญ้าหรือเศษพืช รักษาความชื้นของดิน ปรับรัศมีการให้น้ำให้ครอบคลุมทั่วทั้งทรงพุ่ม เสริมความแข็งแรงด้วยธาตุอาหาร เช่น สังกะสี, แมกนีเซียม และแคลเซียม ใช้สารกลุ่มกระตุ้นทางชีวภาพ เช่น สารสกัดจากสาหร่าย อะมิโน หรือไคโตซาน ในอัตราที่เหมาะสม พ่นช่วงเช้าหรือเย็นเพื่อให้ทุเรียนทนต่อสภาพอากาศร้อนได้
3. อาการของโรคใบไหม้ (Sunburn) สังเกตได้อย่างไรและมักเกิดบริเวณใดของต้น?
สังเกตจากแผลไหม้แห้งสีน้ำตาลที่ปลายใบ ขอบใบ หรือกลางใบ มักเกิดบริเวณด้านทิศตะวันตกของต้นที่ได้รับแสงแดดช่วงบ่าย
4. การติดตั้งระบบสปริงเกลอร์พ่นหมอกบนทรงพุ่ม ช่วยลดอุณหภูมิในสวนทุเรียนได้จริงหรือไม่
ช่วยลดอุณหภูมิและเพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ชั่วคราวได้จริง แต่ควรใช้เป็นระบบเสริมในช่วงที่ร้อนจัดเท่านั้น ไม่ควรใช้แทนระบบให้น้ำทางราก และระวังโรคพืชหากใบเปียกชื้นเป็นเวลานาน
5. การตัดแต่งกิ่งหรือลดจำนวนผลบนต้น ช่วยลดการคายน้ำของต้นทุเรียนได้จริงไหม?
ช่วยได้จริง การตัดแต่งกิ่งทรงพุ่มให้โปร่ง ช่วยลดพื้นที่การคายน้ำ และการคัดจำนวนผลผลิตที่ไม่สมบูรณ์ออก ช่วยลดความเครียดของต้นทุเรียนในภาวะแล้งได้
6. จะป้องกันปัญหาดอกร่วงและผลอ่อนร่วงจากสภาพอากาศร้อนจัดและฝนทิ้งช่วงได้อย่างไร?
รักษาความชื้นบริเวณเขตรากโคนต้นให้สม่ำเสมอ เน้นให้น้ำครั้งละน้อยๆ แต่ถี่ขึ้น เพื่อช่วยลดอุณหภูมิใต้โคนต้น ตรวจสอบคุณภาพการผสมเกสรและคัดผลผลิตที่ไม่สมบูรณ์ออก เพื่อลดภาระของต้นทุเรียน
7. ถ้าน้ำในสระหรือแหล่งน้ำธรรมชาติเริ่มหมด มีวิธีประหยัดน้ำหรือยืดเวลาใช้น้ำในสวนอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด?
ควรเตรียมรับมือด้วยการหาแหล่งน้ำสำรองตั้งแต่เนิ่นๆ และใช้ระบบการให้น้ำที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น ระบบหัวเหวี่ยงเล็ก เพื่อช่วยประหยัดน้ำ
8. การคลุมดินด้วยฟางหรือเศษหญ้า ช่วยรักษาความชื้นได้มากน้อยแค่ไหน?
การใช้เศษวัชพืชหรือหญ้าแห้งคลุมดินช่วยลดการระเหยของน้ำและเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน แต่ต้องเว้นระยะการคลุมให้ห่างจากโคนต้น เพื่อไม่ให้เกิดความอับชื้นซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาโรคพืชทางดิน
9. ถ้าต้นทุเรียนโทรมหนักจากความแห้งแล้ง หลังผ่านช่วงเอลนีโญไปแล้วจะมีวิธีฟื้นฟูต้นอย่างไรให้ทันฤดูกาลถัดไป?
ฟื้นฟูทีละส่วนโดยเริ่มจากระบบราก ปรับความถี่การให้น้ำตามสภาพดิน พยายามรักษาความชื้นในดินและลดไอร้อนจากผิวดินเพื่อกระตุ้นการสร้างรากใหม่ อาจใช้กรดฮิวมิก กรดฟูลวิค ปรับโครงสร้างดิน และตัดแต่งกิ่งแห้งหรือกิ่งที่เป็นโรคออกเพื่อลดภาระต้น
10. วิธีการจัดการในระยะขยายขนาดผลทุเรียนเพื่อป้องกันต้นโทรมมีอะไรบ้าง?
จัดการน้ำให้เพียงพอและต่อเนื่อง รักษาความสมบูรณ์ของใบ ตัดแต่งผลผลิตที่ไม่สมบูรณ์ออกให้เหมาะสมกับขนาดของต้น และตรวจสอบค่าความเป็นกรดด่าง (pH) ของน้ำสม่ำเสมอ
11. ช่วงเอลนีโญ ควรปรับตารางการให้น้ำในสวนทุเรียนอย่างไร?
ปรับตามระยะการเจริญเติบโตของทุเรียน เช่น ระยะชักนำดอกควรควบคุมน้ำอย่างระมัดระวังไม่ให้อดน้ำจนรากแห้ง ระยะดอกบานและติดผลอ่อน ควรเพิ่มความถี่แต่ลดปริมาณน้ำในแต่ละครั้งลง เพื่อรักษาความชื้น
ระยะขยายผลต้องการน้ำต่อเนื่อง (ประมาณ 150–300 ลิตร/ต้น/วัน ตามขนาดและสภาพต้น) และห้ามปล่อยให้ดินแห้งจัดแล้วอัดน้ำปริมาณมากทันทีเพื่อป้องกันผลแตก
เมื่อนึกถึงปุ๋ยยา การจัดการธาตุอาหาร และการดูแลสวนทุเรียนด้วยประสบการณ์จริง ชัยพฤกษ์ อโกรเทคคือหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญชั้นนำด้านการปลูกทุเรียนและการดูแลสวนทุเรียนในประเทศไทย โดยเฉพาะสำหรับเกษตรกรทุเรียนในภาคตะวันออก
ปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่
Facebook: ชัยพฤกษ์ อโกรเทค
TikTok: @chaiyapreukagro
Line: @cyp-agro
นึกถึงปุ๋ยยา นึกถึงเครือชัยพฤกษ์ โดย ชัยพฤกษ์ อโกรเทค (ขลุง)
แหล่งอ้างอิง : กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม. ทั่วโลกจับตา “เอลนีโญ” สัญญาณความเสี่ยงด้านความร้อนและภัยแล้ง
เรียบเรียงโดย : สิริริญา ถนอมวัฒน์ ทีมชัยพฤกษ์ อโกรเทค อ.ขลุง จันทบุรี








































