“สายบุรี” รอทางออกน้ำท่วม–แล้ง–น้ำเค็ม กรมชลฯ ชู 2 โครงการนำร่อง แก้ปัญหาครบวงจร

ปักหมุด 173 โครงการพัฒนาแหล่งน้ำใน 3 จังหวัด คัด 2 โครงการเร่งด่วนเข้าสู่การศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม หวังลดน้ำท่วม เพิ่มน้ำต้นทุน และป้องกันน้ำเค็มรุกพื้นที่เกษตร

ปัญหาน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำสายบุรีไม่ได้มีเพียงเรื่อง “น้ำท่วม” หากแต่ยังครอบคลุมถึง “ภัยแล้ง” และ “น้ำเค็มรุกล้ำ” ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการดำรงชีวิตและอาชีพของประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนราธิวาส ปัตตานี และยะลา

กรมชลประทานจึงเดินหน้าศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยล่าสุดจัดประชุมปัจฉิมนิเทศ เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและทุกภาคส่วน เพื่อให้แผนพัฒนาแหล่งน้ำสายบุรีสอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

ลุ่มน้ำสายบุรี…พื้นที่เดียวเจอทั้ง “ท่วม–แล้ง–เค็ม”

ลุ่มน้ำสาขาสายบุรีครอบคลุม 99 ตำบล 23 อำเภอ ใน 3 จังหวัด ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี และยะลา มีพื้นที่ประมาณ 3,213 ตารางกิโลเมตร หรือกว่า 2 ล้านไร่

แม่น้ำสายบุรีมีต้นน้ำบริเวณเทือกเขาสันกาลาคีรี บริเวณชายแดนไทย–มาเลเซียในอำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส ก่อนจะไหลลงสู่อ่าวไทยที่ตำบลตะลุบัน อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี รวมระยะทางประมาณ 195 กิโลเมตร

แม้ลุ่มน้ำแห่งนี้จะมีปริมาณน้ำท่าประมาณ 3,555 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี แต่หลายพื้นที่กลับประสบปัญหาน้ำไม่เพียงพอในฤดูแล้ง ขณะที่ฤดูฝนต้องเผชิญกับน้ำท่วม ดินถล่ม และปัญหาคุณภาพน้ำ

โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอกะพ้อ ทุ่งยางแดง สายบุรี และไม้แก่น จังหวัดปัตตานี ซึ่งประชาชนต้องรับมือกับน้ำท่วมขังในฤดูฝน และเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งกลับเผชิญน้ำทะเลหนุนและน้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่เกษตรและแหล่งน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค

จาก 173 โครงการ คัด 2 โครงการเร่งด่วน

กรมชลประทานเริ่มศึกษาการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและบรรเทาอุทกภัยแม่น้ำสายบุรีมาตั้งแต่ปี 2568 โดยรวบรวมปัญหาและแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ จัดทำเป็นแผนพัฒนาแหล่งน้ำทั้งหมด 173 โครงการ

การคัดเลือกโครงการให้ความสำคัญกับความจำเป็นเร่งด่วน ความพร้อม ผลประโยชน์ที่จะได้รับ และความต้องการของประชาชนในพื้นที่

จากทั้งหมด 173 โครงการ จึงคัดเลือก 2 โครงการนำร่อง เข้าสู่กระบวนการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ได้แก่

1. โครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำสายบุรีตอนล่าง**

(คลองกอตอ–คลองไม้แก่น–คลองสายบุรี)

2. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและกักเก็บน้ำ โครงการพรุบาเจาะ–ไม้แก่น อันเนื่องมาจากพระราชดำริ**

 “เสียงจากพื้นที่” ต้องมาก่อนการเดินหน้าโครงการ

วันที่ 15 กันยายน 2569 นายสนั่น สนธิเมือง รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เป็นประธานเปิดการประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการศึกษาการแก้ปัญหาภัยแล้งและบรรเทาอุทกภัยแม่น้ำสายบุรี จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา รวมถึงโครงการบรรเทาอุทกภัยแม่น้ำสายบุรีตอนล่าง ณ ห้องประชุมน้ำพราว 1 โรงแรมซี.เอส. อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี

มีนายปรัชญา ฉายวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผน) กรมชลประทาน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และประชาชนเข้าร่วม

นายสนั่นกล่าวว่า เวทีครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการนำเสนอผลการศึกษา แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามาเสนอปัญหา ข้อห่วงใย และข้อคิดเห็นเพิ่มเติม เพื่อให้การศึกษามีความครบถ้วน และโครงการที่จะเกิดขึ้นสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

“จากปัญหาน้ำท่วมที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งในด้านการเกษตร เลี้ยงสัตว์ รวมถึงการอุปโภคบริโภค ฉะนั้นมิติที่สำคัญคือความสมบูรณ์ของระบบนิเวศจะต้องดีขึ้น”

รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีมองว่า หากโครงการดำเนินการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และน้ำเค็มรุกล้ำ รวมถึงยกระดับคุณภาพน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

โครงการแรก “คลองกอตอ–ไม้แก่น–สายบุรี” ลดท่วมกว่า 1 หมื่นไร่

นายปรัชญา ฉายวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผน) กรมชลประทาน เปิดเผยว่า แนวทางของโครงการแรกมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ กักเก็บน้ำ และป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำบริเวณปากคลองกอตอ อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี

พื้นที่ดังกล่าวประสบปัญหาคลองตื้นเขิน ตลิ่งพัง และการระบายน้ำไม่ทัน กรมชลประทานจึงศึกษาแนวทางขุดขยายคลองกอตอ เพื่อผันน้ำมายังคลองไม้แก่น และระบายออกสู่ทะเลอ่าวไทยอีกทางหนึ่งบริเวณปากแม่น้ำบางส่าย

หากดำเนินการตามแนวทางที่ศึกษา คาดว่าจะสามารถ

  • ลดพื้นที่น้ำท่วมได้ประมาณ 10,259 ไร่
  • กักเก็บน้ำในคลองกอตอและคลองสาขาได้ประมาณ 4.36 ล้านลูกบาศก์เมตร
  • สนับสนุนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรในพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 21,600 ไร่
  • ป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่เกษตรและบ่อน้ำตื้นของประชาชนประมาณ 6,275 ไร่

โครงการพรุบาเจาะ–ไม้แก่น แก้ทั้งน้ำท่วม แล้ง และไฟไหม้ป่าพรุ

ส่วนโครงการที่สอง คือโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและกักเก็บน้ำ โครงการพรุบาเจาะ–ไม้แก่น อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีแนวทางปรับปรุงองค์ประกอบของโครงการเดิม ทั้งอาคารชลประทาน การขยายคลอง รวมถึงการขุดคลองสายใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

เป้าหมายไม่ได้มีเพียงการลดน้ำท่วมในฤดูฝน แต่ยังรวมถึงการเพิ่มน้ำต้นทุนในฤดูแล้ง การแก้ปัญหาไฟไหม้ป่าพรุ ดินเปรี้ยว ตลอดจนการรักษาระดับน้ำใต้ดินและสมดุลของระบบนิเวศ

ผลการศึกษาระบุว่า โครงการนี้มีศักยภาพที่จะ

  • ลดพื้นที่น้ำท่วมประมาณ 51,915 ไร่
  • กักเก็บน้ำในคลองได้ประมาณ 4.52 ล้านลูกบาศก์เมตร
  • สนับสนุนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรในพื้นที่ชลประทานประมาณ 48,268 ไร่
  • รักษาระดับน้ำใต้ดิน ควบคุมการแพร่กระจายของดินเปรี้ยว และป้องกันไฟไหม้ป่าพรุในพื้นที่ประมาณ 11,375 ไร่

ภาพใหญ่ของแผน…ลดน้ำท่วม 9 หมื่นไร่ เพิ่มน้ำต้นทุน 365 ล้าน ลบ.ม.

เมื่อมองภาพรวมของแผนพัฒนาแหล่งน้ำทั้งลุ่มน้ำสายบุรี จาก 173 โครงการ กรมชลประทานตั้งเป้าหมายให้การพัฒนาสามารถบรรเทาอุทกภัยได้ประมาณ 90,000 ไร่ เพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักประมาณ 365.49 ล้านลูกบาศก์เมตร

ขณะเดียวกัน ยังมีเป้าหมายสนับสนุนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคประมาณ 15,000 ครัวเรือน และป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่ประมาณ 10,875 ไร่

อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานย้ำว่า การศึกษาความเหมาะสมจะต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนเป็นสำคัญ รวมถึงความคุ้มค่าและประโยชน์ที่จะได้รับ พร้อมกำชับบริษัทที่ปรึกษาให้ดำเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างครบถ้วนตามแนวทางของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)

ผู้นำชุมชนสะท้อนปัญหา “น้ำมารวมกันที่บ้านเรา”

นายมูฮำมัด สาและ กำนันตำบลบาเระใต้ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ในฐานะผู้นำชุมชนและผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการ กล่าวว่า พื้นที่อำเภอบาเจาะอยู่ในโครงการพรุบาเจาะ–ไม้แก่น อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และต้องเผชิญปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำในฤดูฝน

โดยเฉพาะตำบลบาเระใต้ ซึ่งเป็นจุดรับน้ำจากหลายพื้นที่ ทั้งจากอำเภอเมือง อำเภอยี่งอ และบริเวณเทือกเขาบูโด ก่อนที่น้ำจะไหลมารวมกันในพื้นที่

ข้อเสนอจากชุมชนจึงต้องการให้มีการขุดขยายคลอง ปรับปรุงประตูระบายน้ำที่เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำออกสู่ทะเล รวมถึงการขุดคลองพรุบาเจาะสายที่ 5 เพื่อเพิ่มช่องทางระบายน้ำ

นายมูฮำมัดกล่าวว่า ที่ผ่านมาชุมชนได้มีการประชุมทั้งระดับอำเภอและตำบลเพื่อเชื่อมโยงปัญหาจากหลายพื้นที่ และคาดหวังว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหา เพราะประชาชนต้องเผชิญทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง และไฟไหม้ป่าพรุ

ที่สำคัญ ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทั้งปาล์มน้ำมัน ยางพารา มะพร้าว และข้าว ซึ่งล้วนได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำ

“ถ้าโครงการนี้แล้วเสร็จสมบูรณ์ จะส่งผลให้การบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วม ภัยแล้ง และช่วยเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกรในพื้นที่ได้แน่นอน”

ฝั่งไม้แก่นขอแก้ “น้ำเค็มรุก” ให้เกษตรกรกลับมาทำกินได้

ด้านนายพันธ์ พรหมเทพ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 บ้านสารวัน ตำบลไทรทอง อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี กล่าวว่า ปัจจุบันหลายพื้นที่กำลังประสบปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำจนส่งผลกระทบต่อการทำการเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่ทำนาและสวนผลไม้

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาน้ำท่วมขังและระบายไม่ทันในช่วงฤดูฝน เมื่อทราบว่าจะมีโครงการเข้ามาแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ชาวบ้านจึงรู้สึกดีใจและเห็นด้วย เพราะมองว่าจะเกิดประโยชน์ต่อการทำไร่ ทำนา และทำสวน

“ก็ต้องขอขอบคุณกรมชลประทานและทุกภาคส่วนที่ได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาและความเดือดร้อนของชุมชน โดยดำเนินการแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด และเชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างถาวร” นายพันธ์กล่าว

จาก “โครงการ” สู่ความหวังของคนริมสายบุรี

สำหรับขั้นตอนต่อจากนี้ กรมชลประทานจะเดินหน้ากระบวนการหลังการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมของทั้ง 2 โครงการ ทั้งการเตรียมความพร้อม บรรจุเข้าแผน MTEF การขออนุญาตใช้พื้นที่และจัดหาที่ดิน การจัดทำรายงานและเสนอขออนุมัติเปิดโครงการ ก่อนเข้าสู่กระบวนการของบประมาณและการก่อสร้างต่อไป

สิ่งที่น่าสนใจของการพัฒนาลุ่มน้ำสายบุรีครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขของโครงการหรือปริมาณน้ำที่จะเพิ่มขึ้น แต่คือการนำปัญหาที่ประชาชนต้องเผชิญซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้ง น้ำท่วมในฤดูฝน น้ำไม่พอในฤดูแล้ง และน้ำเค็มรุกพื้นที่เกษตร มาวางแผนแก้ไขในภาพรวมของทั้งลุ่มน้ำ

เพราะสำหรับคนริมสายบุรี “น้ำ” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการระบายน้ำ แต่หมายถึง น้ำเพื่อการทำกิน น้ำเพื่อคุณภาพชีวิต และความมั่นคงของชุมชนในระยะยาว

SIMA_webbanner_468x90_TH_animated