เรื่องโดย : จตุพล เกษตรก้าวไกล
วันนี้เกษตรก้าวไกลปักหมุดอยู่ที่จังหวัดพังงา เพราะว่าเรามีนัดกับผู้นำชุมชนหลายแห่ง ช่วงเช้าเรามีภารกิจไปร่วมงานแต่งลูกชายคหบดีในตัวเมือง จังหวัดพังงา แล้วเราก็เดินทางมาที่ตลาดลองแล อ.ตะกั่วทุ่ง ในช่วงสายๆ จนถึงบ่ายๆ เราออกเดินทางจากตลาดลองแล อ.ตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา หลังจากรับประทานอาหารเที่ยงร่วมกับ “ผู้ใหญ่อี๊ด” และ “น้องหนึ่ง” 2 ผู้บริหารตลาดลองแล อำเภอตะกั่วทุ่ง
เป้าหมายปลายทางของเราในภาคบ่ายอยู่ที่ชุมชนบ้านไหนหนัง อ.เมือง จ.กระบี่ แต่ด้วยเส้นทางคดเคี้ยว ขับรถไปในสวนยางพาราและสวนปาล์ม ที่เป็นเส้นทางใหม่ไม่คุ้นชินทำให้การเดินทางล่าช้าไปบ้าง แต่ก็เดินทางเดินทางมาถึง บ้านของผู้ใหญ่สุชา วันศุกร์ อันเป็นจุดหมายปลายทาง เวลา 15.00 น. พอไปถึงผู้ใหญ่สุชา บอกว่ามีภารกิจ ที่ต้องไปงานแต่งในตัวเมืองกระบี่ จึงมีเวลาให้เราสัมภาษณ์เพียง 1 ชั่วโมงเศษๆ

แต่ก็ยังดีที่ว่า ผู้ใหญ่สุชา มีความคุ้นเคยกับ ลุงพร อยู่เก่าก่อน จึงทำให้ไม่เป็นอุปสรรค์ต่อการพูดคุยในเวลาที่จำกัด กล่าวคือพอไปถึงจุดหมาย เราก็เปลี่ยนพลขับเป็นผู้ใหญ่สุชา เพื่อให้ขับรถพาไปยังจุดที่เป็นไฮไลท์ของชุมชน แบบว่าพูดคุยกันไปถ่ายทำไปด้วย
ผู้ใหญ่สุชาเป็นผู้นำชุมชน ที่มีความรู้ความสามารถ สร้างชุมชนมุสลิม “บ้านไหนหนัง” หมู่ที่ 3 เป็นชุมชนท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก ฝรั่งหลายชาติเคยมาเที่ยวชุมชนแห่งนี้ เพราะซึมซับกับธรรมชาติที่ยังคงอยู่ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ และโคกหนองนา ตามแนวพระราชดำริ ที่ผู้ใหญ่สุชาและชาวบ้านสร้างขึ้นมาใหม่

ผู้ใหญ่สุชาขับฟอร์ดเรนเจอร์พาเราไปที่ “บ้านสวนวันสุขโคกหนองนาโมเดล” แหล่งเรียนรู้ของชุมชน ซึ่งออกแบบเป็นโคกหนองนาคือการทำเกษตรแบบผสมผสานตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เราเห็นปลูกเสาวรสขึ้นค้างไว้เต็ม ทำเป็นอุโมงค์ทางเดินประมาณ 100 เมตร เป็น signature ของนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชม ซึ่งเสาวรสกำลังให้ผลผลิตจำนวนมาก ผลผลิตดูสวยงาม ละลานตา นอกจากนี้ยังมีมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งผมไปสัมผัสด้วยลิ้นของตัวเอง รับรองอร่อยไม่แพ้ทาง จ.ราชบุรี และสมุทรสาคร นอกจากนี้ยังมีต้นทุเรียนแต่ยังไม่ออกผล ผมดูจากสภาพต้นแล้วอุดมสมบูรณ์ ไปด้วยแร่ธาตุที่ผู้ใหญ่เรียนรู้มา โดยไม่ใช่ปุ๋ยหรือสารเคมีใดๆ


ผู้ใหญ่สุชา กล่าวว่า “ที่โคกหนองนาโมเดลเราก็ปลูกพืชหลายชนิด เช่นต้นเสาวรสเราจะปลูกเป็นค้างยาวเป็นร่มหรือเป็นอุโมงค์ เมื่อเดินชมสวนจะไม่ร้อน ผลผลิตนำไปแปรรูปเป็นน้ำเสาวรสส่งขายให้นักท่องเที่ยว ที่มาเยี่ยมชมหมู่บ้านไหนหนัง เช่นเดียวกับต้นมะพร้าวเราปลูกแซมไว้ในชุมชนโคกหนองนา น้ำมะพร้าวรสชาติไม่แพ้ทางภาคกลาง จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดราชบุรี ส่วนทุเรียนเราเพิ่งปลูก อีกปีสองปีถึงจะให้ผลผลิต ชาวต่างชาติหลายประเทศ เคยมาลิ้มรสมะพร้าวน้ำหอมและน้ำเสาวรสต่างติดใจครับ”
“นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมอยากจะรับประทานอาหารกลางวัน ในชุมชนเราก็จัดให้ครับ คือจะพามาทานอาหารกลางวันที่ศาลามุงจากที่อยู่ในโคกหนองนา อาหารก็จะเป็นพื้นบ้านเป็นแกงส้มปลาจากทะเลในชุมชน ใบเหลียงผัดไข่ ปลาแดดเดียว น้ำพริกจิ้มกับผักพื้นบ้าน โดยฝีมือแม่บ้านในชุมชน” ผู้ใหญ่สุชา บอกเล่า

ด้วยเวลาที่จำกัดเราไม่สามารถออกเดินทางไปยังเส้นทางท่องเที่ยวในชุมชนได้ทั้งหมด ซึ่งผู้ใหญ่สุชาเล่าให้ฟังในช่วงที่นั่งรถออกจากโคกหนองนาว่า ถ้ามีเวลาจะต้องมาตั้งแต่ช่วงเช้า 09.00 น. เนื่องจากยังเป็นช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูง จะทำให้เรือลัดเลาะไปได้ทุกจุด เพราะบางจุดจะต้องลอดถ้ำ โดยเฉพาะเส้นทางป่าชายเลน ไปยังจุดชมวิวเขากาโรส เป็นป่าชายเลนที่ชุมชนบ้านไหนหนัง ยังคงช่วยกันอนุรักษ์ไว้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนประมงที่โด่งดังในแง่ของการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าโกงกาง ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสัมปทานป่าโกงกางของรัฐ และการทำประมงโดยใช้อวนรุน อวนลาก สัตว์น้ำสัตว์ทะเลที่เคยมีอยู่อย่าง กุ้งแชบ๊วย, ปูดำ, ปลากระพง ลดลงมากอย่างน่าใจหาย จึงเกิดวาระหารือครั้งใหญ่ของชุมชนว่า “หากปล่อยไว้เป็นเช่นนี้ ทรัพยากรใดๆ อาจไม่หลงเหลือไปถึงลูกหลานอย่างแน่นอน” เมื่อชุมชนเริ่มเข้าใจว่านี่คือกุญแจแห่งการทำกินอย่างยั่งยืน วันนี้…ผืนป่าโกงกางกว่า 3,800 ไร่ จึงได้ผลิดอกออกผลอีกครั้งอย่างเบิกบาน


สำหรับผู้คนในชุมชน นอกจากการทำประมง, ทำสวนยาง, ร้านอาหาร และเลี้ยงผึ้ง หลายหลังคาเรือนยังเข้าร่วมเป็นไกด์ในธุรกิจนำเที่ยวของชุมชน อย่าง กิจกรรมพายเรือคายัคชมความอุดมสมบูรณ์ของป่าโกงกาง กิจกรรมสั้นๆ ใช้เวลาไม่นาน แต่ก็ถือว่าสร้างความสนุกสนานให้กับนักท่องเที่ยวได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
จากท่าเรือบ้านไหนหนัง ซึ่งวันนี้ผู้ใหญ่สุชาได้แต่ขับรถพาไปชี้ให้ดูที่ท่าเรือ บอกว่าจะจอดรถตรงนี้และนั่งเรือเข้าไปเที่ยว “เราต้องนั่งเรือหัวโทงผ่านคลองไหนหนังเพื่อออกไปยัง แนวเขากาโรส ซึ่งชื่อของหุบเขามาจากภาษามาลายูที่หมายถึงความไม่สวยงาม เส้นทางนี้ใช้เวลาประมาณ 25 นาที ทิวทัศน์ระหว่างทางจะมองเห็นทั้งต้นโกงกางเต็มผืนป่า ผาหินปูนรูปทรงแปลกตา ถ้ำสองชั้น หน้าต่างมนุษย์โบราณ รวมถึงวิวทะเลเปิดอันกว้างไกลของอ่าวพังงา จุดที่เป็นไฮไลต์ของชุมชน คือ หุบเขาปีศาจ ผาหินสูงชันที่มีรูพรุนมหึมาจัดวางอยู่ในรูปแบบที่ทำให้สามารถจินตนาการตามได้ไม่ยากว่าตรงไหนคือดวงตา จมูก และปาก โดยจุดนี้จะเป็นจุดที่เราจะต้องเปลี่ยนจากการนั่งเรือหัวโทงสู่กิจกรรมพายเรือคายัคเพื่อชมธรรมชาติได้อย่างเงียบสงบ และใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น” ผู้ใหญ่สุชาเล่าพลางก็หันหัวรถออกมายังเส้นทางเดิมที่ผ่านสวนปาล์มและสวนยางพาราที่เป็นพืชเศรษฐกิจของชุมชน
ปิดท้ายก่อนอำลาจากกัน เราได้ถามผู้ใหญ่สุชา ถึงบทบาทการเป็นผู้นำบริหารชุมชน ทำอย่างไรให้ชุมชนเกิดการพัฒนาและสร้างชุมชนให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว…

“เราต้องประชุมปรึกษาหารือกันบ่อยๆ บอกถึงจุดหมายปลายทางที่เราทุกคนอยากให้เป็น นำปัญหาที่เคยเกิดขึ้นมาเป็นบทเรียนร่วมกันและให้ทุกคนช่วยกันคิดช่วยกันทำแบบมีส่วนร่วม ใครบ้านไหนมีของดีมีอาชีพอะไรเราเอามาแผ่ให้เห็นตัวไหนสิ่งไหนที่เราจะสร้างมูลค่าให้เกิดขึ้น ใครถนัดอะไรทำอย่างไหนก็ช่วยกัน ถ้าเราทำได้ผลลัพธ์ที่เป็นความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นกับชุมชนของเรา”
สำหรับความใฝ่ฝันในอนาคตในฐานะ “หัวเรือ” ผู้ใหญ่สุชาบอกว่า หลังจากที่เคยไปศึกษาดูงานกับ ธ.ก.ส.ที่เนเธอร์แลนด์ในช่วงที่ไปเยี่ยมชมหมู่บ้านกีธูรณ์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวที่ไร้ถนนไร้รถยนต์ มีแต่เรือที่พาลัดเลาะไปเที่ยวชมหมู่บ้าน ทำให้เกิดพลังไอเดียครั้งยิ่งใหญ่

“ที่หมู่บ้านกีธูรณ์ เนเธอร์แลนด์ เขาไม่ใช้รถแต่ใช้เรือไฟฟ้า มีสภาพคล้ายๆกับป่าชายเลนที่ชุมชนบ้านไหนหนัง ทุกวันนี้เรายังใช้เรือที่มีเครื่องยนต์ ซึ่งเกิดมลภาวะทางเสียงและมลพิษ ผมอยากจะหาวิธีเปลี่ยนเป็นเรือที่ใช้ไฟฟ้าหรือโซล่าเซลล์ที่เป็นพลังงานสะอาดครับ” ผู้ใหญ่สุชา บอกถึงความมุ่งมั่นของตนเอง

ทำให้เราเห็นดีเห็นงามด้วย โดยเฉพาะ ลุงพร เคยไปร่วมทริปเนเธอร์แลนด์กับผู้ใหญ่สุชาในครั้งนั้นด้วย “เพราะเสียงเครื่องยนต์ไม่ควรดังกว่าเสียงนก และควันดำไม่ควรบดบังความงามของป่าโกงกาง… ร่วมเอาใจช่วย (หรือร่วมพัฒนา) โปรเจกต์เรือไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ชุมชนบ้านไหนหนังกันนะครับ” ลุงพรเอ่ยให้ฟังระหว่างที่เดินทางกลับและบอกว่าจะช่วยรณรงค์ให้ผู้ที่มีกำลังมาช่วยพัฒนาชุมชนกันให้เยอะๆ










































