การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ปัญหาน้ำทะเลรุกล้ำรุนแรงขึ้น กระทบพื้นที่ปลูกข้าวสำคัญของประเทศ ส่งผลต่อผลผลิต รายได้เกษตรกร และความมั่นคงทางอาหาร สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)
หรือ ARDA จึงสนับสนุนการเชื่อมโยงงานวิจัย “พันธุ์ข้าวทนเค็ม” ของกรมการข้าว และ “ระบบ AI พยากรณ์น้ำเค็มล่วงหน้า 7 วัน” ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ให้ทำงานร่วมกันเป็น Climate Solution เพื่อช่วยลดความเสียหายจากน้ำทะเลรุกล้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการ ARDA กล่าวว่า ปัญหาน้ำทะเลรุกล้ำไม่ใช่เพียงปัญหาด้านทรัพยากรน้ำ แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลผลิตทางการเกษตร รายได้ของเกษตรกร และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยการบูรณาการองค์ความรู้จากหลายสาขา เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในพื้นที่ ARDA ไม่ได้มุ่งสนับสนุนเพียงงานวิจัยรายโครงการ แต่ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากหลายหน่วยงานให้ทำงานร่วมกันเป็นระบบ เพื่อสร้างแนวทางรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ตอบโจทย์พื้นที่และสร้างประโยชน์แก่เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม
หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงคือ จังหวัดสงขลาและพัทลุง ซึ่งในปี 2563 ประสบปัญหาน้ำทะเลรุกล้ำ ส่งผลให้พื้นที่นาข้าวได้รับความเสียหายกว่า 60,000 ไร่ หลายพื้นที่มีผลผลิตลดลงจากปกติมากกว่า 700 กิโลกรัมต่อไร่ เหลือเพียง 200–300 กิโลกรัมต่อไร่ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มศักยภาพการปรับตัวของภาคการเกษตร ARDA จึงสนับสนุนทุนวิจัยแก่ กรมการข้าว เพื่อพัฒนาพันธุ์ข้าวทนเค็ม ได้แก่ กข 43 กข 55 กข77 และ กข 109 ซึ่งผ่านการรับรองพันธุ์แล้ว สามารถเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากน้ำเค็ม ช่วยลดความเสียหาย รักษาระดับผลผลิต และสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้กับเกษตรกร พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาพันธุ์ข้าวทนเค็มรุ่นใหม่ที่สามารถรองรับค่าความเค็มได้ 2–5 ppt เพื่อเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต


ปัจจุบันการขยายผลการใช้พันธุ์ข้าวทนเค็มครอบคลุมพื้นที่กว่า 148,000 ไร่ ส่งผลให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นจากเฉลี่ย 250 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นมากกว่า 800 กิโลกรัมต่อไร่ และช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรเฉลี่ย 2,400 บาทต่อไร่ สะท้อนให้เห็นว่างานวิจัยสามารถยกระดับศักยภาพการผลิตและลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม
แม้พันธุ์ข้าวทนเค็มจะช่วยลดความเสียหายได้ แต่การรับมือกับน้ำทะเลรุกล้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ยังต้องอาศัยข้อมูลล่วงหน้าเพื่อให้เกษตรกรและหน่วยงานด้านน้ำสามารถวางแผนได้ทันสถานการณ์ ARDA จึงได้สนับสนุนทุนวิจัยแก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เพื่อพัฒนา ระบบ AI พยากรณ์ค่าความเค็มล่วงหน้า 7 วัน โดยเชื่อมโยงข้อมูลค่าความเค็ม ระดับน้ำ ปริมาณฝน และสภาพอากาศจากทุ่นตรวจวัดและสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำ ก่อนประมวลผลด้วยปัญญาประดิษฐ์ เพื่อแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำเค็มผ่านเว็บไซต์ Facebook และ LINE ตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยให้เกษตรกรและหน่วยงานบริหารจัดการน้ำสามารถวางแผนเปิด – ปิดประตูระบายน้ำ สำรองน้ำจืด และกำหนดช่วงเวลาการเพาะปลูกได้อย่างแม่นยำ ปัจจุบันระบบดังกล่าวถูกนำไปใช้โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกว่า 40 แห่ง รวมถึงหน่วยงานด้านการบริหารจัดการน้ำ ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกว่า 148,000 ไร่ และเกษตรกรกว่า 200 ครัวเรือน โดยตั้งเป้าลดความเสียหายจากน้ำทะเลรุกล้ำได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 94.7 ล้านบาทต่อปี

“การสนับสนุนทุนวิจัยครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ ARDA ในฐานะองค์กรที่เชื่อมโยงงานวิจัยจากหลายหน่วยงานให้เกิดผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมในระดับพื้นที่ ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานระบบ Climate-Resilient Agriculture ของประเทศไทย โดยบูรณาการงานวิจัยด้านพันธุ์พืช เทคโนโลยีดิจิทัล และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้ทำงานร่วมกัน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการปรับตัวของภาคการเกษตรต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว” ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการ ARDA กล่าวปิดท้าย
#พันธุ์ข้าวทนเค็ม #งานวิจัย #ARDA #สวก #ข้าวทนเค็ม# AIพยากรณ์น้ำเค็ม













































