เรื่องโดย : จตุพล เกษตรก้าวไกล
“มีเงิน มีทรัพยากรอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีใจมาทำร่วมกัน”
ผมได้ข้อคิดนี้จาก ผู้บริหารตลาดลองแล ซึ่งเป็นตลาดชุมชน ตั้งอยู่ที่บ้านบางนุ ต.กะไหล อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา ระหว่างที่เดินไปคุยไปเกือบทุกร้านนั้น ทำให้เกิดมุมมองและไอเดียมากมาย ผมคิดของผมว่าบ้านเรามีของดีอยู่ในชุมชนมากมาย แต่จะทำอย่างไรจึงจะหยิบยกขึ้นมา ทำให้เกิดมูลค่า เกิดการท่องเที่ยวในชุมชน ผมคิดว่าผู้นำชุมชนสำคัญที่สุด ถ้าผู้นำของเราทุกระดับเข้มแข็งประเทศไทยของเราจะเจริญก้าวหน้าไม่แพ้ชาติใดในโลกอย่างแน่นอน
ผมและลุงพร เกษตรก้าวไกล ออกเดินทางจากตัวเมืองพังงาตั้งแต่เช้า เพื่อเดินทางไปที่ตลาดลองแล อ.ตะกั่วทุ่ง ก่อนจะถึงตลาดจากปากทางถนนใหญ่เข้าไปสังเกตเห็นรถวิ่งเข้าออกคึกคักมาก พอใกล้ถึงก็เห็นรถจอดเรียงรายสองข้างทางเป็นรถที่ล้นออกมาจากที่จอดรถที่เตรียมไว้ สังเกตดูป้ายทะเบียนรถมาจากหลายจังหัด เห็นชาวบ้านที่มีบ้านอยู่ใกล้ตลาดนำของมาขายหน้าบ้าน นั่นแสดงว่าได้รับอานิสงฆ์จากตลาดลองแลนั่นเอง

เมื่อไปถึงเราได้พบกับผู้บริหารตลาดนำทีมโดย “ผู้ใหญ่อี๊ด-เสริมศรี ทองสกุล” ผู้ใหญ่หมู่ 6 บ้านบางนุ ต.กะไหล อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา ซึ่งเป็นประธานบริหารตลาดลองแล และ “คุณหนึ่ง” รองประธาน เล่าให้ฟังว่า ตลาดลองแลแห่งนี้เกิดขึ้นจากความต้องการของชุมชน เนื่องจากสินค้าเกษตรพวกพืชผักผลไม้ อันเป็นผลผลิตจากอาชีพหลักยังไม่มีที่วางขาย และประจวบกับการสนับสนุนของทางราชการในพื้นที่ จึงเกิดเป็นตลาดชุมชนขึ้นมา โดยใช้สวนปาล์มเป็นที่ตั้งตลาด เมื่อประมาณปี 2560 ต่อมาจึงจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนตลาดลองแล มีผู้บริหารตลาด 12 คน นอกจากนี้ยังมีประธานชุมชนมาร่วมบริหารอีกด้วย ถือว่าเป็นตลาดชุมชนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด มีนักท่องเที่ยวมาจับจ่ายสินค้าเนื่องแน่นทุกอาทิตย์ โดยได้รับการสนับสนุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)มาทำป้ายให้ทุกระยะ นอกจากนี้ยังมาสอนให้รู้จักการจัดการด้านขยะ หรือที่เรียกว่า “สถานีขยะ” จนกลายเป็นจุดเด่นของตลาด ที่เน้นความเป็นตลาดเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ใช้พลาสติกเท่าที่จำเป็นจริงๆ และนำขยะที่คัดแยกมาใช้ประโยชน์ เช่นหลอดดูดนำมาทำเป็นหมอนหลอด เป็นต้น

ผู้ใหญ่อี๊ด เล่าว่าในช่วงแรกๆก็ทุลักทุเล แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชนที่มองถึงเป้าหมายร่วมกันก็ทำให้ค่อยๆเป็นที่รู้จัก โดยเริ่มจากทีมบริหารจัดการเป็นคนในชุมชนทั้งหมด จัดตั้งในรูปของคณะกรรมการหมู่บ้าน โดยมีผู้ใหญ่อี๊ดเป็นประธานบริหาร
“เรามีนักท่องเที่ยวทุกสารทิศมารวมกันทุกวันอาทิตย์ที่ตลาดเปิด จะเห็นว่าลานจอดรถแน่นขนัด หนุ่มสาวรวมทั้งคนเฒ่าคนแก่ ฉุดมือลูกหลาน มารับประทานอาหาร ซื้อสินค้าอย่างมีความสุข คาดว่านักท่องเที่ยวอาทิตย์ละ 5,000 คน รายได้ประมาณ 9 แสนถึง 1 ล้านบาทต่อ 1 อาทิตย์” สองผู้บริหารตลาดบอกกับเราและอาสาพาไปเดินชมร้านค้าในตลาดแบบเดินไปคุยไป
จุดเด่นของตลาดชุมชน คือการดึงเอาภูมิปัญญาที่เกิดจากคนในชุมชนมาจัดแสดงอย่าลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องราวชุมชนผ่านเมนูอาหาร และการจัดแสดงผ่านเวทีกลางและเวทีย่อยตามจุดต่างๆ

ผู้ใหญ่อี๊ด ชักชวน “ลุงพร เกษตรก้าวไกล” ไปเยี่ยมชมร้านค้าที่ขายอาหารบ้านๆ เสมือเป็นการจำลองความเป็นอัตลักษณ์ชุมชนที่เคยมีมา เช่น ร้านไก่ใต้น้ำ ที่รวมเมนูอาหารพื้นบ้านไว้ด้วยกัน ผักเหนาะที่กินกับแกงเผ็ด ใช้ผักที่ปลูกเองในท้องถิ่น แถมใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิงต้มแกงแบบชาวบ้าน ทราบว่าในไม้ฝืนจะมีไม้หอมผสมเข้าไปเป็นเชื้อเพลิง ทำให้บรรยากาศดูสดชื่น เหมือนเราเจาะเวลาหาอดีต ร้านไก่ใต้น้ำถือเป็นหนึ่งใน 89 ร้านค้า ที่มาขายในตลาดลองแล ช่วยสร้างสีสัน ให้กับตลาดลองแลเป็นอย่างยิ่ง

“การคัดเลือกสินค้าที่จะมาขายในตลาดลองแล ต้องเป็นสินค้าพื้นบ้านทำโดยคนท้องถิ่น สามารถเล่าเรื่องและอ้างอิงได้ เราเน้นแบบทำสดๆ คือทำไปขายไป สินค้าใหม่สดสะอาด ลูกค้าเห็นน่ารับประทาน ส่วนใหญ่เป็นของชาวบ้านทั้ง 12 หมู่บ้าน ในตำบลกะไหล อำเภอตะกั่วทุ่ง เป็นสินค้าชุมชน ของชาวบ้านจริงๆ”ผู้ใหญ่อี๊ดกล่าวและว่า ทุกวันอาทิตย์จะเห็นรถทะเบียนภูเก็ตเป็นจำนวนมาก เพราะว่าอยู่เกาะภูเก็ตเงิน 100 บาทได้อาหารแค่จานเดียว แต่ข้ามฝั่งมาที่ตลาดลองแล เงิน 100 บาทสามารถซื้ออาหารคาวหวาน และซื้อผลไม้รับประทานได้อีก เพราะสินค้าที่นี่ของดีราคาถูก ชาวบ้านนำมาขายจริงๆ ไม่ได้ผ่านพ่อค้าคนกลาง

สำหรับการออกแบบแต่ละร้านค้าใช้วัตถุดิบในชุมชน หลังคามุงจากก็นำมาจากชุมชนมุสลิม สร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านที่นำจากมาขาย ทุกร้านจะสร้างเอกลักษณ์ของตัวเอง ออกแบบให้ดึงดูดลูกค้าและน่าสนใจ โดยจะใช้การเขียน หรือการสื่อสารด้วยผ้า ด้วยสินค้าของตัวเอง จะไม่มีป้ายไวนิล เราใช้พลาสติกน้อยที่สุด และเน้นการใช้ภาชนะห่ออาหารพื้นบ้านเช่นใบตอง และเชือกกล้วยมามัดอาหาร จึงยืนยันได้ว่าสินค้าที่นี่ปลอดภัยไม่มีมลพิษใดๆทั้งสิ้น
นอกจากนี้ตลาดลองแล ยังเป็นที่ระบายสินค้าของพี่น้องเกษตรกรภาคอื่น เช่นลำไยของภาคเหนือ และส้มโอของภาคกลาง ก็นำมาขายที่ตลาดลองแลได้ จะมีลูกค้าชาวต่างชาติที่จังหวัดภูเก็ตเดินทางมาจับจ่ายและเลือกซื้อสินค้านานาชนิด

เอกลักษณ์อีกอย่างของบ้านบางนุ เคยเป็นที่ทำเหมืองแร่ดีบุก ที่ตลาดลองแลจึงอนุรักษ์เหมืองแร่ไว้ เพื่อเป็นจุดเช็คอินของนักท่องเที่ยว และเป็นที่ระลึกของพี่ป้าน้าอาชาวบ้านบางนุ ตลาดแห่งนี้ถือว่าเป็นตลาดชุมชนที่เข้มแข็งอีกแห่ง เปิดแค่วันอาทิตย์แต่สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านพออยู่พอกิน หรือเป็นความโชคดีของชาวบ้านบางนุที่มีผู้ใหญ่อี๊ด และคุณหนึ่ง ที่มาช่วยกันสร้างตลาดลองแลให้ดังไกลถึงต่างแดน นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตต่างข้ามฝั่งมาเยือนตลาดบางนกทุกอาทิตย์ นับเป็นตลาดชุมชนที่หน้าโรงไหลอีกแห่ง เชิญไปเที่ยวชม
ก่อนเดินทางกลับเพื่อไปเยี่ยมอีกชุมชนหนึ่งเราได้ถามผู้ใหญ่อี๊ดและคุณหนึ่ง ว่า มีหลักการบริหารตลาดอย่างไรให้อยู่รอดอย่างยั่งยืน

“ในการพัฒนาตลาดลองแล ทุกคนต้องมาร่วมมือกัน งบประมาณเป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่จริงๆความสัมพันธ์อันดีกับชาวบ้านคือการเอาใจเข้ามาทำ เอาความรักเข้ามาช่วยกันทำให้เราเกิดขึ้น ในส่วนของทีมงานเราทำมาตลอด 8 ปี ทุกคนมีความเข้มแข็งเป็นหนึ่งเดียวกัน ดีใจที่ได้ทำงานร่วมกัน วันนี้เรามีเม็ดเงินเข้าตลาดประมาณ 900,000 บาทต่อ 1 วัน แต่ที่มากกว่านั้นคือเราได้ได้ทีมงานที่เสียสละ ที่มีจิตใจพัฒนาไปด้วยกัน ทุกคนที่มาทำงานไม่มีค่าตอบแทน แต่ทุกคนเสียสละเพื่อชุมชน มีความรักสามัคคีทั้งตัวของแม่ค้าผู้ขายและชาวบ้านที่มาจับจ่ายใช้สอย และสิ่งที่เราลืมไม่ได้คือเครือข่ายจากภาครัฐและเอกชนที่สนับสนุนเรามาโดยตลอด ที่เป็นหลักๆอยู่ต้องขอขอบคุณธ.ก.ส.มากๆที่เสมือนเป็นคนครอบครัวเดียวกันเดินเคียงข้างไปด้วยกันตั้งแต่เริ่มต้นจนวันนี้” ประธานบริหารตลาดลองแลกล่าวในที่สุด และยินดีต้อนรับหากชุมชนไหนจะมาศึกษาดูงาน
(ผู้สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถคลิกชมผ่านคลิปล่างนี้)












































