รัฐสภา – นายธวัช สุระบาล สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายนโยบายรัฐบาลด้านการเกษตร เสนอแนะการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดยเน้นย้ำให้รัฐบาลปรับทิศทางจากการทุ่มงบประมาณกับโครงการชลประทานขนาดใหญ่ มาเป็นการสร้าง “โครงข่ายแหล่งน้ำขนาดย่อย” ในระดับชุมชน พร้อมชูเทคโนโลยีพลังงานสะอาดอย่าง “โซล่าเซลล์” เป็นหัวใจสำคัญในการพลิกฟื้นชีวิตเกษตรกรไทย

ชู “โซล่าเซลล์ + บ่อบาดาล” ทางรอดเกษตรกรนอกเขตชลประทาน
นายธวัช ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่นอกเขตชลประทานสูงถึง 116.45 ล้านไร่ ในขณะที่มีพื้นที่ในเขตชลประทานเพียง 32.79 ล้านไร่ การรอคอยโครงการชลประทานขนาดใหญ่อาจไม่ทันกาลและไม่ครอบคลุม จึงเสนอให้รัฐบาลมุ่งเน้น “โครงการชลประทานขนาดเล็ก” เพื่อกระจายน้ำเข้าสู่หมู่บ้านและชุมชนโดยตรง
“เราต้องเอาระบบขุดเจาะบ่อบาดาลและเทคโนโลยีโซล่าเซลล์เข้ามาใช้ สิ่งเหล่านี้จะเกิดประโยชน์สูงสุดและเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างแท้จริง” นายธวัชกล่าว พร้อมระบุว่าการวางระบบน้ำที่แม่นยำในระดับไร่นาจะช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้แม้ในช่วงหน้าแล้ง

แนะ “ไขลาน” ข้าราชการ ทำ Big Data ให้แม่นยำจริง
ในส่วนของนโยบายเกษตรแม่นยำ นายธวัชได้ฝากถึงรัฐบาลเรื่องการจัดทำข้อมูล Big Data โดยชี้ให้เห็นถึงปัญหาความซ้ำซ้อนและไม่ตรงกันของข้อมูลในอดีต พร้อมเสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งปรับปรุงการทำงานของข้าราชการในระดับพื้นที่ (เกษตรอำเภอ/ตำบล) ให้มีความเชี่ยวชาญในการจัดเก็บข้อมูลพื้นที่ปลูกพืชและปริมาณการใช้น้ำที่ถูกต้อง เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการวางแผนโซนนิ่งเกษตรกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ

ถอดบทเรียน “ทุเรียนภูเขาไฟ” ใช้ตลาดนำการผลิต
นอกจากเรื่องน้ำ นายธวัชยังได้แบ่งปันประสบการณ์ความสำเร็จจากการผลักดัน “ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ” ที่ยกระดับราคาจากกิโลกรัมละ 80 บาท สู่ 300 บาทขึ้นห้างสรรพสินค้า โดยใช้โมเดล “เกษตรผลิต พาณิชย์ขาย” พร้อมสนับสนุนให้รัฐบาลเร่งค้นหาสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในแต่ละจังหวัด และจัดตั้งกองทุนสนับสนุนสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพ เช่น มะพร้าวน้ำหอม และกล้วยหอมทอง เพื่อความยั่งยืนของรายได้

ชื่นชมรัฐบาล ยึด “ปากท้อง” มาก่อน “แก้รัฐธรรมนูญ”
ในช่วงท้าย นายธวัชได้กล่าวชื่นชมรัฐบาลที่จัดลำดับความสำคัญโดยมุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนเป็นเรื่องเร่งด่วน เหนือกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่าท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศและวิกฤตเศรษฐกิจ การเร่งสร้างรายได้และเติมความเข้มแข็งให้เกษตรกรซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติที่กำลังอ่อนแอ ถือเป็น “ยาแบบมุ่งเป้า” ที่ถูกจุดที่สุดในเวลานี้










































