เรื่องโดย : คุณมะกอ เกษตรกรข่าว/แพร่

“ไส้เดือน” 2 คำสั้นๆ แต่เมื่อเอ่ยถึงประโยชน์ พูดได้ยาวนับล้านคำ และเป็นสัตว์ที่น่ากลัวสำหรับใครหลายๆคน เชื่อไหมว่า “ไส้เดือน” คือสัตว์ที่สวยงาม สำหรับหนุ่มคนนี้ เพราะสร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างสิ่งที่มีคุณค่ามากมายให้ชีวิตเค้าพบเจอความสุขอย่างยั่งยืน

นายเดชาวัจน์ พันจันทร์โชติ
“คุณเก่ง” เดชาวัจน์ พันจันทร์โชติ อดีตฟรีแลนด์วงการโฆษณา…จากผู้กำกับศิลป์มาเป็นผู้กำกับไส้เดือน

วันนี้ขอนำทุกท่าน ไปพบกับ “คุณเก่ง” เดชาวัจน์ พันจันทร์โชติ อดีตฟรีแลนด์วงการโฆษณา (ผู้กำกับศิลป์) รายได้งามพอควร…ลาออกจากงานผู้กับกับสุดเท่ห์ มาเป็นเกษตรกร ผู้เลี้ยงไส้เดือน เริ่มต้นเลี้ยง 3 กะละมัง..

ปัจจุบัน เป็นผู้ประสบความสำเร็จ เจ้าของธุรกิจ ฟาร์มไส้เดือนที่ยิ่งใหญ่ ในนาม D farm ฟาร์มไส้เดือน แห่ง อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี ดังเรื่องราวที่ “เกษตรก้าวไกล” ภูมิใจนำเสนอ ต่อไปนี้

คิดยังไง ลาออกจากงานผู้กำกับ มาเลี้ยงไส้เดือน?

อาชีพเดิม ทำงานเป็นฟรีแลนด์วงการโฆษณา แผนก Art Director (ผู้กำกับศิลป์) การที่ตัดสินใจผันตัวเองมาทำงานจากงานเดิม เพราะรู้สึกว่าอยากทำงานที่ตัวเองได้ประโยชน์ ต่อสังคม หรือธุรกิจเพื่อสังคม โดยถือคติ “สังคมอยู่ได้เราก็อยู่ได้ สังคมอ่อนแอเราก็อยู่ไม่ได้” งานเดิมอาจจะมีรายได้ดีพอมากถึงพอใช้ได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต เพราะอาชีพเก่าที่ทำคืองานโฆษณา วันๆเอาแต่คิดกลยุทธเรื่องการขายสินค้าให้ผู้บริโภค ไม่ต่างอะไรกับการโกหก ในเมื่อเราบอกตัวเองว่าเป็นพุทธ แต่ทำไมเรายังต้องโกหก ก็เลยคิดว่าอาชีพนี้ทำให้ผมผิดศีลไม่พอ ทำงานทุกอย่างเพื่อเจ้าของธุรกิจ คนอีกหลายๆคนผมไม่สนใจ ทำอย่างไรก็ได้ ขอแค่ได้เงินมา ก็ออกไปหาตัวเองและก็เดินทางไปหลายๆประเทศละแวกประเทศเพื่อนบ้าน โดยการปั่นจักรยาน ไปประเทศต่างๆ เช่น ลาว เขมร พม่า เวียดนาม ฯลฯ เป้าหมายในการปั่นจักรยานไม่ใช่ต้องการเป้าหมาย ต้องการเรื่องราวระหว่างทาง เพื่อมีเวลาให้อยู่กับตัวเองมากที่สุด ว่าเมื่อตัดคำว่าเงินออกไปกับชีวิตไปแล้ว สิ่งที่ต้องการสูงสุดในชีวิตสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดคืออะไร คำตอบมันง่ายมาก ก็แค่ “อาหารดีดี อากาศดีดี” คือสิ่งที่จำเป็นที่สุด ระหว่างเดินทางก็ได้พบเจอหลากหลายอาชีพ และอาชีพที่เจอมากเป็นต้นๆก็คือเกษตรกร ทุกคนล้วนน่ารัก ผมไปจอดจักรยานบ้านใคร ไม่เคยมีใครปฏิเสธ แถมบางบ้าน ทำอาหารให้ทาน หาที่นอนให้นอน ผมเลยได้รู้ว่าความสุขไม่ใช่ของยาก แค่ให้เท่าที่เราให้กันได้ก็มีความสุขกันได้ แตกต่างกับอาชีพคนเมือง ที่บ้านใกล้กัน บางทีเรายังไม่เคยเห็นหน้ากัน ไม่เคยยิ้มให้กัน ผมเลยคิดว่าอาชีพเกษตรนี่ล่ะคือสิ่งที่ผมต้องการ เพราะผมเชื่อว่าอาชีพเกษตรกรคืออาชีพที่สวยงาม และจำเป็นที่สุด อาชีพเกษตรกรไม่ใช่แค่การสร้างอาหาร อาชีพเกษตรกรสร้างอนาคต เพราะอาหารคืออนาคต อาชีพเกษตรกรอุ้มชูประเทศ นำเงินเข้าประเทศมามากมาย แต่ปัจจุบันอาชีพเกษตรกรอ่อนแอลงมาก มีปัญหามากมาย เพราะโดนมอมเมากับสารเคมี ผูกขาดเรื่องตลาด โดนเอาเปรียบมากมาย สุดท้ายผมตั้งใจว่าจะช่วยพวกเขาที่มีจิตใจที่ดีเหล่านี้ให้ฟื้นกลับมาได้ไง…

"คุณเก่ง" เจ้าของธุรกิจ ฟาร์มไส้เดือนที่ยิ่งใหญ่ ในนาม D farm ฟาร์มไส้เดือน แห่งอ.เขาย้อย
“คุณเก่ง” เจ้าของธุรกิจ ฟาร์มไส้เดือนที่ยิ่งใหญ่ ในนาม D farm ฟาร์มไส้เดือน แห่ง อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี

เป้าหมายที่เลือกเลี้ยงไส้เดือนไม่ใช่แค่ต้องการให้ตัวเองมีรายได้ เป้าหมายหลักก็อยาก ให้มีความรู้ ส่งต่อ ส่งเสริม ให้เกษตรกรให้ความสำคัญเรื่องดิน เพราะทุกวันนี้เกษตรกรทำเกษตรไม่เคยมองดิน มองแต่ผลผลิต ไม่รู้ว่าอะไรหายไป สุดท้าย “ไส้เดือนคือคำตอบ”

วิธีเลี้ยงไส้เดือนที่ง่ายที่สุดเลี้ยงแบบไหน?

เลี้ยงแบบไหนง่ายสุด ขึ้นอยู่กับเฉพาะบุคคล เฉพาะสถานที่ ส่วนผมจะบอกข้อดี ของวิธีที่ผมเลือกนะครับ ยกตัวอย่างเป็นข้อๆ มันต่างกับวิธีอื่นอย่างไร ข้อดีข้อเสียข้อแตกต่างกับวิธีการเลี้ยงแบบอื่นอย่าง ผมว่าถ้าเอาจริงๆแล้วมันคงไม่แตกต่างกับวิธีเลี้ยงแบบอื่นมากนักในเรื่องคุณภาพมูลที่ได้รับ แต่ในเรื่องตามโจทย์เฉพาะบุคคลมากกว่า ว่าเหมาะสมกับใครมากกกว่า

แต่สำหรับผมยกตัวอย่างคร่าวๆว่าวิธีนี้ตอบสนองกับผมอย่างไร จะยกตัวอย่างเป็นข้อๆ ก็แล้วกันนะครับ
  • สะดวก เพราะไม่หนักเกินไป เล็กกะทัดรัดย้ายไปไหนต่อไหนได้ ไม่ต้องฟิกพื้นที่ว่าเราต้องเลี้ยงน่ะจุดนี้จุดเดียว แปลความหมายง่ายๆ ก็คือเหมือนเลี้ยงไส้เดือนมือถือ โยกย้ายสะดวก
  • จัดการสิ่งที่ไม่พึ่งประสงค์ ศัตรู เชื้อรา ปรสิต หรือสิ่งที่ไม่ต้องการได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่างคร่าวๆ เช่นสมมุติครั้งหนึ่งมีพวกมด พวกแมลงเข้าไปกวนไส้เดือน เราก็จัดการเป็นกะละมังๆไป มีปัญหาเรื่องไม่กินอาหารๆ ก็แก้ไขเป็นกะละมังๆไป ไม่ต้องเหมารวมเป็นชุดใหญ่ ส่วนวิธีแก้ไขกำจัดก็ตามที่ใครถนัดเลยนะครับ
  • เก็บเกี่ยวง่าย แค่ยกกะละมัง เอียง แล้วปาด เท่านี้เราก็ได้มูลไส้เดือนที่มีคุณภาพ และไม่ปะปนสิ่งที่ไส้เดือนกินไม่หมด ติดลงมามากนัก ที่เหลือก็เป็นเรื่องเบาสำหรับจะไปคัดแยก
  • ตอบสนองกับผู้ที่มีพื้นที่น้อยๆควบคุมเรื่องพื้นสำหรับการผลิตในปริมาณที่มากๆ ยกตัวอย่างเช่น ในพื้นที่ 1 คอกในการเลี้ยงแบบนี้ มีพื้นที่ 1.2 m×2 m. สูง 1.6 m. หรือมีความสูง 5 ชั้นกะละมัง หรือใครจะสูงมากกว่านี้น้อยกว่านี้ก็ได้ ตามความสะดวก แต่ของผมสูงกว่านี้ไม่ได้เพราะเอื้อมไม่ถึง หรือพื้นที่คร่าวๆประมาณ 4 ตารางเมตรผมจะได้ 60 กะละมังใน 1 กะละมัง ผมจะได้ มูลไส้เดือน 5-7 กิโลกรัม หรือผมจะผลิตปุ๋ยได้ต่อเดือนต่อคอก ประมาณ 7×60 = 420 กิโลกรัมต่อเดือน แค่ 10 คอก ก็สามารถผลิตปุ๋ยได้ประมาณ 4 ตันต่อเดือน บอกได้เลยใครมีพื้นที่ 1 งานหรือ 100 ตารางวา บอกได้คำเดียวว่าได้มาก ซึ่งแหล่งที่มาของรายได้พอประมาณ
  • ตอบสนองระยะยาวกับผม ซึ่งเป็นผู้ชายตัวเล็ก วิธีนี้ผมว่าเหมาะกับผมระยะยาว เพราะกะละมัง 1 ใบ พร้อมมูลไส้เดือนกับแบดดิ้งใหม่ๆ (Bedding หมายถึง ที่อยู่ ที่อาศัยของไส้เดือนที่เหมาะสม) มีน้ำหนักไม่มาก ถ้าทำบ่อยๆทุกวันๆ ก็ใช้ร่างกายไม่เยอะมาก และที่สำคัญเวลาเก็บเกี่ยวมูล ผมก็ไม่ต้องก้มๆเงยๆ นานๆ อาจจะช่วยป้องกันสุขภาพของสันหลังได้มากกว่าวิธีอื่นหน่อย อันข้อนี้ หมายถึงสุขภาพระยะยาว ซึ่งเหมาะกับผู้ที่ประกอบอาชีพเป็นอาชีพหลัก ประกอบเป็นธุรกิจ มองไปถึงระยะ 5 ปี 10 ปีข้างหน้า
  • ควบคุมความชื้น ความร้อนหรือ อุณหภูมิ ได้ดี เพราะแบดดิ้งไม่โดนกดทับมากไป
  • ควบคุมคุณภาพของปุ๋ยได้เป็นจุดๆไป น้ำถึงมั้ย แห้งไปมั้ย ง่ายต่อการควบคุมคุณภาพ

ที่นี้พอรู้ข้อดีของการเลี้ยงวิธีนี้แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องหันมาเลี้ยงวิธีเดียวกับผมนะครับ ใครที่มีภาชนะ อุปกรณ์ อะไรที่อยู่ใกล้ตัวสามารถใช้ได้หมด บ่อซีเมนต์ บ่อผสมปูน กระบะผสมปูน ลิ้นชักพลาสติก กะละมังซักผ้า แต่ให้คิดถึงผู้ที่เลี้ยงระยะยาวเป็นหลัก ให้เลือกวิธีที่ตอบสนองผู้เลี้ยงเอง

D farm ฟาร์มไส้เดือน แห่งอ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี
D farm ฟาร์มไส้เดือน แห่ง อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี

จุดแข็งและจุดอ่อนของธุรกิจ เลี้ยงไส้เดือน?

ธุรกิจมูลไส้เดือนเป็นธุรกิจที่มีจุดแข็งมากมาย ส่วนจุดอ่อนของธุรกิจน่าจะขึ้นอยู่กับผู้ผลิตเอง ไม่ค่อยเน้นเรื่องความเข้าใจ ไม่ค่อยพัฒนาเรื่ององค์ความรู้ “การตลาดคือการไม่ทำตลาด” เน้นศึกษา เรียนรู้แล้วบอกต่อ เพราะอดีตแสดงให้เห็นแล้วว่าที่ไหนมีไส้เดือน ที่นั้นสมบูรณ์ทั้งในดินและในน้ำ การตลาดก็คือแค่ตั้งคำถามและหาคำตอบ เพื่อบอกต่อ ถ้าถามว่าไส้เดือนดีอย่างไร อาจจะมีรายละเอียดหน่อย ผมขอตอบเป็นข้อๆแล้วกัน

ข้อแข็ง(ข้อดี)ของธุรกิจมูลไส้เดือน…

  1. เป็นธุรกิจที่ใช้ต้นทุนต่ำเสี่ยงต่อการขาดทุนน้อยมาก เพราะใช้ของที่เหลือใช้จากชุมชนมาใช้ ทั้งมูลสัตว์ เศษผักแต่ของที่ได้มีมากประโยชน์ และมูลค่ามากมาย ทุกอย่างไม่ได้เป็นการทิ้งหรือหายไปไหน
  2. ของที่ไส้เดือนผลิตได้ล้วนมีประโยชน์มากมากของที่ได้จากธุรกิจไส้เดือนคือ
  • มูลไส้เดือน ที่ใช้ในธุรกิจเกษตร ใช้บำบัดนิเวศน์ ที่สามารถนำไปใช้บำบัดทั้งในแปลงเกษตร พืชสวน พืชไร่ ไม้ประดับ นาข้าว และระบบเลี้ยงสัตว์น้ำ (ซึ่งที่ใช้อยู่หลักๆ) คือ บ่อเลี้ยงกุ้ง ซึ่งธุรกิจกุ้งเป็นธุรกิจส่งออกอันดับหนึ่งของโลก
  • ตัวไส้เดือนใช้เป็นทั้งอาหารสัตว์ ปลาสวยงาม ไก่ชน ทั้งสดและบดแห้ง เป็นทั้งสูตรตัวยาทั้งในและต่างประเทศต้องการมาก
  • ของเหลวจากการเลี้ยงไส้เดือน น้ำฉี่ไส้เดือนและน้ำหมักมูลไส้เดือนมีกลุ่มจุลินทรีย์พืช และฮอร์โมนพืชที่พร้อมใช้และราคาไม่แพงมากมาย
  1. ธุรกิจไส้เดือนคือธุรกิจเพื่อชุมชน เพราะลูกค้าผู้ใช้ในกลุ่มเกษตรเขาจะอยู่ได้ เพราะระบบนิเวศน์สมบูรณ์ ใช้แล้วจะอยู่ได้ทั้งเรื่องรายได้ และเรื่องสุขภาพของผู้ใช้ ผู้บริโภค และเรื่องผลผลิต

“ลูกค้าอยู่ได้ ผู้บริโภคอยู่ได้ และผู้ผลิตอยู่ได้” นี่ละคือมูลเหตุสำคัญของธุรกิจเพื่อชุมชน

  1. เรื่องความต้องการของตลาด ตลาดที่ต้องการมีทั้งคนไทยและต่างชาติ ตอนนี้เท่าๆที่ๆรู้กันอยู่ จุลินทรีย์มีความสำคัญกับระบบนิเวศน์ที่โดนทำลายด้วยยา ฆ่าแมลงทำให้พื้นที่เพาะปลูกเสื่อมโทรม ซึ่งมีอิทธิพลทั้งประเทศไทยและต่างประเทศจะทำให้ระบบนิเวศกลับมาสมบูรณ์ที่สุดต้องใช้จุลินทรีย์ถ้าไปบำบัด และไส้เดือนการสร้างกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีความสำคัญกับพืชประมาณ 300 ชนิดทั้งต่างชาติและคนไทยต้องการ เพื่อที่จะกลับมาเพาะปลูกให้ได้ดีที่สุด มูลไส้เดือนเลยจำเป็นกับพื้นที่เพาะปลูกและเมืองไทยมีแหล่งวัตถุดิบเพื่อผลิตมูลไส้เดือนผลิตไส้เดือนได้มากมาย ทั้งเศษพืชและขี้วัวที่หาง่ายกว่าประเทศอื่นๆเลยทำให้เป็นที่สนใจของต่างชาติ เพราะคนในโลกกำลังวิ่งหาการทำเกษตรที่ปลอดภัย มูลไส้เดือนเลยเป็นจุดเริ่มต้นของเกษตรอินทรีย์
  2. ธุรกิจไส้เดือนเป็นธุรกิจที่สะอาดสามารถเข้าไปทำลายขยะของชุมชนทุกวันนี้ทั่วโลกมีปัญหากับขยะที่มีปริมาณมากขึ้นทุกๆปีกับประชากรที่เพิ่มขึ้น ไส้เดือนสามารถไปย่อยขยะให้กลับมาใช้เป็นปุ๋ยสร้างจุลินทรีย์ที่มีความสำคัญกับพืชมันคือธุรกิจที่ทำให้โลกสะอาดขึ้น
  3. ธุรกิจมูลไส้เดือนเป็นธุรกิจที่ทำให้สังคมอยู่ได้ผู้บริโภคอยู่ได้ผู้ผลิตอยู่ได้มันคือธุรกิจเพื่อชุมชนถ้าลูกค้าอยู่ได้ลูกค้าเราจะไม่ทิ้งผู้ผลิตมูลไส้เดือนสามารถไปสร้างระบบนิเวศในแปลงเกษตรสร้างสร้างผลผลิตให้กลุ่มเกษตรกรมีรายได้อาชีพเกษตรก็จะยั่งยืนมากขึ้นเมื่อไหร่ลูกค้าใช้ดีลูกค้าเค้าจะไม่ทิ้งของที่เคยใช้มูลไส้เดือนไม่จำเป็นกับกลุ่มผู้บริโภค
  4. ธุรกิจมูลไส้เดือนเป็นธุรกิจที่สวนกระแสโลก เพราะธุรกิจมูลไส้เดือนคือธุรกิจของเศรษฐีใหม่ที่เข้าไปซ่อมแซมส่วนที่เศรษฐีเก่าได้ทำลายไว้แปลงเกษตรที่เสื่อมโทรมการใช้เคมีในแปลงเกษตรจัดจึงทำให้ระบบนิเวศเสียสมดุลมูลไส้เดือนเหมือนไปเติมส่วนที่พังทลายของวงจรเกษตรเป็น เมื่อไหร่ที่ธุรกิจทำลายระบบนิเวศน์บ้างเท่าไหร่มูลไส้เดือนก็ยิ่งจำเป็นมากเท่านั้น

8. จะให้ไส้เดือนพิสูจน์ว่าเค้าดีแบบไหนเราว่าไม่จำเป็นต้องมีแปลงพิสูจน์แปลงทดลองหรือแปลงตัวอย่างเพราะ         ธรรมชาติได้พิสูจน์มานานแล้วว่าตรงไหนมีไส้เดือนตรงนั้นระบบนิเวศสมบูรณ์ต้นไม้จะเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์       เพราะกลุ่มจุลินทรีย์ที่ไส้เดือนสร้างให้มากมายมหาศาลและเป็นจุลินทรีย์ราคาถูกที่สำคัญต่อระบบนิเวศ

  • จุลินทรีย์บางชนิดสามารถไปดึงไนโตรเจนหรือสามารถให้ต้นไม้หาอาหารในอากาศได้
  • จุลินทรีย์บางชนิดไปช่วยป้องกันโรคพืช -จุลินทรีย์บางชนิดไปช่วยให้พืชสังเคราะห์แสง
  • จุลินทรีย์บางชนิดไปช่วยให้พืชระเบิดแร่ธาตุในดินออกมาใช้
  • จุลินทรีย์บางชนิดไปย่อยสลายซากพืชให้กลับกลายเป็นอาหารพืชได้ใหม่

ที่นี่พอรู้แล้วนะครับว่าการตลาดคืออะไร

ผลิตภัณฑ์ใส้เดือนจาก D farm
ผลิตภัณฑ์ใส้เดือนจาก D farm

รายได้จากธุรกิจเลี้ยงไส้เดือนมาจากส่วนไหนบ้าง?

ส่วนเรื่องรายได้คือผลพลอยได้ ตกเฉลี่ยรายรับจะมาจากการขายโปรดักส์จากฟาร์ม จะมีอยู่ 2 อย่าง คือ

  • ตัวไส้เดือนที่ส่งขายให้กับคนเลี้ยงรุ่นใหม่ ราว 100-200 กิโลกรัมต่อเดือน ตกกิโลละ 400 เป็นเงินเฉลี่ย 40,000-80,000 บาท
  • มูลไส้เดือน 15-20 ตันต่อเดือน ตกตันละ 10,000 บาทต่อเดือน เป็นเงินราวๆ 150,000-200,000 บาท

สรุป รายได้ โดยรวมจะตกอยู่ที่ 200,000 บาทต่อเดือน

ร่วมชื่นชมความสำเร็จ
ร่วมชื่นชมความสำเร็จ

กว่าจะประสบความสำเร็จ เจอปัญหาอุปสรรคอะไรมาบ้าง?

เรื่องปัญหากับอุปสรรคในเรื่องหลักๆที่เจอส่วนมากก็คือ

  • เรื่ององค์ความรู้กับความเข้าใจของเกษตรกรที่ยังไม่กว้างขวางมากพอ ต้องอาศัยการบอกต่อ ทำอย่างไรให้เกษตรกรเปลี่ยนความคิด กล้าเลิกกับเสพติดสารเคมี เปลี่ยนความเชื่อ
  • วัตถุดิบที่บางฤดูกาลที่ไม่เพียงพอต่อการผลิต
  • อุปสรรคแอบแฝงจะมีบ้างก็แค่มีกลุ่มหน่วยงาน ที่พยายามสร้างข้อมูลผิดเกี่ยวกับไส้เดือน อย่างเช่น ไส้เดือนทำให้ต้นไม้ตายบาง ไส้เดือนกินรากอ่อนพืชบ้าง ทำให้ต้นข้าวล้มบ้าง ทำให้พืชบ้าใบบ้าง ฯลฯ
  • อุปสรรคเรื่องความเข้าใจของการเลี้ยง ที่มุ่งหาตลาด ไม่ค่อยทำความเข้าใจ อยากขายมากกว่าการอยากรู้ สนใจปัญหาตัวเองมากว่าปัญหาเกษตรกร
  • ปัญหาด้านกฎหมาย บ้านเราหน่วยงานภาครัฐไม่ค่อยให้ความสำคัญเกี่ยวกับไส้เดือนมากนัก บางครั้งยังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่ามูลไส้เดือนอยู่จุดไหน ส่งเสริมแต่ผิดวิธี ให้ความสำคัญเรื่องเงินเป็นที่ตั้ง ไม่ค่อยให้ความสำคัญเรื่องการนำไปใช้
  • ส่วนเรื่องปัญหาอื่นๆเป็นเรื่องยิบย่อย ทะเลาะกันเองบ้าง ผลักกันให้ล้มบ้าง คนโน้นเก่งกว่าคนนี้ มันคือปัญหาที่เจอกันทุกวงการ

ทำยังไงให้ธุรกิจเลี้ยงไส้เดือนประสบความสำเร็จ ทั้งที่เคยเป็นกระแสก่อนหน้านี้ หลายที่ต้องปิดตัวไป?

เรื่องความสำเร็จในปัจจุบันบางคนอาจจะคิดว่ามันคือความสำเร็จ ส่วนผมคิดว่าทุกอย่างมันคือการเริ่มต้น ในหลายๆเรื่อง เพราะเป้าหมายของผมมันอาจจะมากกว่า และใหญ่กว่า เพราะสิ่งที่ต้องการคือความกินดีอยู่ดีของเกษตรกรจริงๆ ไม่ใช่แค่ผมคนเดียว

แต่ถ้าถามว่าอะไรคือจุดที่ทำให้มีถึงวันนี้ได้ก็น่าจะมีปัจจัยหลักๆดังนี้

  • ความเพียร
  • ความรักในงาน รักในอาชีพ
  • การให้ ให้เขาก็เหมือนให้เรา
  • การไม่หยุดเรียนรู้
  • ขยัน อดทน
  • ความจริงใจ ในตัวสินค้า
ผลิตภัณฑ์ตัวใส้เดิอนจาก D farm
ผลิตภัณฑ์ตัวใส้เดิอนจาก D farm

เป้าหมายในอนาคตธุรกิจเลี้ยงไส้เดือน?

มองเป้าหมาย และอนาคตในอาชีพไส้เดือนไว้อย่างไร ผมมองไว้เป็น 2 ส่วน

ส่วนแรกของเรื่องส่วนตัว ส่วนที่สองคือเรื่องของชุมชน เป้าหมายส่วนตัวผมมองเป็น 3 ระยะ…

ระยะที่ 1 ผมจะใช้เวลาให้กับไส้เดือน 5 ปี เพื่อการเรียนรู้ และการอยู่ได้ของธุรกิจ จะศึกษาจริง หมกมุ่นจริงๆ ทำความเข้าใจจริงๆ เพื่อให้ได้รายได้ และของที่ใช้เองในระบบ ทำปุ๋ยใช้เอง ลดต้นทุน แบ่งขาย ตั้งใจทำดินให้ดีก่อน

ระยะที่ 2 คือการเรียนรู้ ในการเพาะปลูก ปลูกไว้กิน ปลูกไว้ขาย ปลูกไว้แปรรูป ปลูกให้รู้ ปลูกให้เข้าใจ ตั้งใจว่าใช้เวลาราวๆ 5 ปี

ระยะที่ 3 เรียนรู้การแปรรูป สร้างโรงแปรรูป ต่อยอดสินค้า เพื่อส่งต่อเข้าตลาดที่สามารถวางจำหน่ายได้นาน ทำสินค้าให้ดีที่สุด เก็บไว้ให้นานที่สุด มีคุณภาพที่สุด

(ซึ่งรวมแล้วอาจจะใช้เวลา 15 ปี ในการเป็นเกษตรกรที่สมบูรณ์ และต่อรีไทร์ตัวเองเพื่อส่งต่อให้ชุมชน)

ส่วนเป้าหมายที่ 2 คือเป้าหมายเพื่อชุมชน ตั้งใจจะให้มูลไส้เดือนเข้าถึงเกษตรกรทุกๆคน ทั้งเรื่ององค์ความรู้เรื่องการเลี้ยง องค์ความรู้เรื่องการใช้ เกษตรกร สามารถเลี้ยงเอง ใช้เป็น มีรายได้เพิ่มขึ้น สิ่งแวดล้อมดีขึ้น ดินดีขึ้น ได้ส่งต่อแผ่นดินที่ดีสู่ลูกหลานจริงๆ ไม่ใช่แผ่นดินที่มีพิษ อยากให้เมืองไทยเป็นจุดศูนย์รวมในการผลิตมูลไส้เดือนสู่ตลาดโลก เพราะถ้าคนเลี้ยงมีความเข้าใจ เราก็จะมีมูลไส้เดือนที่มีคุณภาพ ส่งต่อตลาดโลก เพราะเราได้เปรียบในด้านวัตถุดิบในการผลิต ที่มากกว่าประเทศอื่นๆ อยากให้คนไทยเป็นครัวโลกที่แท้จริงๆ ทำอาหารดีๆป้อนให้ตลาดโลก ไม่ใช่ผักที่ป่วย หรืออาหารที่ป่วย แต่เป้าหมายที่กำลังทำอยู่ตอนนี้คือการสร้างโรงเรียนไส้เดือน “Worm School” เพื่อให้เป็นแหล่งศึกษา แหล่งความรู้ ให้กับเกษตรกรใหม่ๆ และส่งข้อมูลที่ถูกต้องให้กับเกษตรกรเก่าๆ เพื่อสร้างเกษตรกรใหม่ให้เกิดขึ้น ได้เห็นแก่นแท้ของอาชีพเกษตรจริงๆ และกลับมาทำอาชีพเกษตรได้ง่ายขึ้น เพราะปัญหาของเกษตรกรจริงๆคือองค์ความรู้เรื่องดิน ดังคำขวัญที่ว่า “ดินดีชีวิตดี” ทั้งหมดเป็นเรื่องราวของเกษตรกรผู้เลี้ยงไส้เดือน ชื่อ เดชาวัจน์ หรือ คุณเก่ง “เก่งตามชื่อจริงๆ” และได้ทิ้งท้ายไว้สร้างพลังใจให้ทุกอาชีพ ในประโยคสั้นๆแต่กินความหมายไกลโพ้น

"คุณเก่ง" นายเดชาวัจน์ พันจันทร์โชติ กำลังบรรยายเกี่ยวกับการเลี้ยงใส้เดือน
“คุณเก่ง” นายเดชาวัจน์ พันจันทร์โชติ กำลังบรรยายเกี่ยวกับการเลี้ยงใส้เดือน

“จำไว้อย่างหนึ่งศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกคือศิลปินที่กล้าออกแบบชีวิตตัวเอง ทุกอาชีพสามารถ ออกแบบชีวิตเราเองได้” ขอบคุณความคิดดีๆที่มีให้กันและแบ่งปันความรู้ให้กับสังคมไทยนะค่ะ

หมายเหตุ : สนใจปรึกษาการเลี้ยงไส้เดือน หรือเยี่ยมชมเรียนรู้ ที่ D farm ฟาร์มไส้เดือน 209/14 หมู่ 2 ตำบลเขาย้อย อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี หรือ เฟสบุ๊ค เดชาวัจน์ พันจันทร์โชติ