หนาวนี้ปีนภู...ดูผักไฮโดรโปนิกส์ที่เขาค้อ...ผลิตวันหนึ่งๆ 10-15 ตัน
แปลงผักไฮโดรโปนิกส์ที่เต็มไปด้วยสีสันที่สวยงาม ของ “เขาค้อ สัปปายะพาร์ค”

เรื่องโดย : หนึ่งฤทัย แพรสีทอง ที่มา : facebook/Rakkaset Nungruethail

ขึ้นชื่อเรื่องก็คงจะทราบแล้วว่าเราจะไปปืนเขากัน และ “เขาค้อ” ในวันนี้ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตที่ติดอันดับต้นๆ ของนักท่องเที่ยวที่หลงใหลธรรมชาติ ซึ่งที่นี่นอกจากจะมีทิวทัศน์ที่สวยงามของขุนเขาแล้ว เกษตรกรรมอันเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านที่นี่ก็เป็นเสน่ห์อีกอย่างที่ช่วยแต่งเติมสีสันให้เขาค้อน่าสนใจอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแปลงผัก ผลไม้ต่างๆ ที่มองไปสวยงามสุดลูกตา เช่นเดียวกับแปลงผักไฮโดรโปนิกส์ที่เต็มไปด้วยสีสันที่สวยงามของผักสลัดชนิดต่างๆ ของ “เขาค้อ สัปปายะพาร์ค”  ฝีมือของหนุ่มไฟแรง คุณโชษณ กรมกนกภรณ์ หรือ “คุณป๊อป” ที่วันนี้ประสบความสำเร็จกับการปลูกผักสลัดไฮโดรโปนิกส์ป้อนให้กับร้านอาหารเลื่องชื่ออย่าง “ซิสเลอร์” และห้างสรรพสินค้าอื่นๆ จนทำให้ผักสลัดกลายเป็นผักเศรษฐกิจอีกชนิดของเขาค้อแห่งนี้ไปแล้ว เพราะไม่ใช่เพียงฟาร์มแห่งนี้เท่านั้น คุณป๊อปยังส่งเสริมชาวบ้านให้ปลูกผักสลัดส่งป้อนในรูปแบบของลูกไร่จนสามารถสร้างรายได้สร้างอาชีพใหม่ให้กับชาวบ้านที่นี่ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งมีคนรุ่นใหม่ขึ้นมาทำฟาร์มผักสลัดที่เขาค้ออีกเป็นจำนวนมาก

จนอาจจะกล่าวได้ว่า เขาค้อ คือ แหล่งใหญ่ของผักสลัดบ้านเราก็ว่าได้ โดยคาดว่าน่าจะไม่ต่ำกว่า 4,000 โต๊ะปลูก เลยทีเดียว โดยผักสลัดจากที่นี่จะถูกส่งไปจำหน่ายยังกรุงเทพฯ และจังหวัดท่องเที่ยวใหญ่ๆ ทั้งเชียงใหม่ พัทยา ภูเก็ต สมุย ฯลฯ วันหนึ่งๆ ไม่ต่ำกว่า 10-15 ตัน

คุณโชษณ กรมกนกภรณ์ หรือ “คุณป๊อป”
คุณโชษณ กรมกนกภรณ์ หรือ “คุณป๊อป”
  • จุดเริ่มต้นของฟาร์มผักสลัดบนดอยสูง

คุณป๊อป เล่าถึงจุดเริ่มต้นก่อนที่จะมาสร้างสีสันของผักสลัดในฟาร์มแห่งนี้ว่า ถิ่นฐานของเขาอยู่ที่นี่ ครอบครัวมีอาชีพปลูกผักและผักยอดฮิตที่ปลูกกันมากที่นี่ก็คือกะหล่ำปลี ซึ่งนอกจากคุณพ่อจะปลูกเองแล้วยังรับซื้อผลผลิตของชาวบ้านไปจำหน่ายพร้อมกับส่งเสริมลูกไร่ให้ปลูกกะหล่ำป้อนให้อีกด้วย ตอนหลังมีคนชวนไปลงทุนปลูกกะหล่ำปลีที่ลาวซึ่งมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า คุณพ่อจึงไปปลูกกะหล่ำที่ลาวอยู่นานนับปี แต่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะแม้ต้นทุนการผลิตจะต่ำกว่า แต่ต้นทุนค่าขนส่งและการจัดการด้านอื่นๆ ก็สูงและมีปัญหาตามมาอีกมาก สุดท้ายก็ต้องถอนสมอกลับบ้าน หลังจากที่ล้มเหลวจากการทำกะหล่ำที่ลาว คิดจะกลับมาเริ่มต้นกับกะหล่ำอีกครั้งที่เขาค้อก็ยากเพราะลูกไร่เดิมหันไปปลูกให้พ่อค้าคนอื่นหมดแล้ว

ส่วนตัวคุณป๊อบเอง เรียนจบด้านบริหารจาก ม.กรุงเทพฯ หลังเรียนจบก็ใช้ชีวิตต่อในกรุงเทพฯ ด้วยการเปิดร้านเช่าวีดีโอภายใต้ลิขสิทธิ์ของ “ซึทาญ่า” ที่โด่งดังมากเมื่อ 10 กว่าปีก่อน จังหวะที่ครอบครัวไม่รู้จะเดินไปทางไหนก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ร้านเช่าวีดีโอของคุณป๊อบเริ่มประสบปัญหา ทั้งคนเช่าน้อยลง คนนิยมซื้อแผ่นซีดีมาดูเองที่บ้านมากขึ้น ค่าลิขสิทธิ์แผ่นซีดีสูง ต้นทุนสูงขึ้นแต่ผลตอบแทนลดลง สุดท้ายคุณป๊อปตัดสินใจหยุดธุรกิจเช่าวีดีโอแล้วกลับมาช่วยครอบครัว

ช่างเป็นความบังเอิญที่วันที่คุณป๊อปไม่รู้จะเดินหน้ายังไง เขาเปิดทีวีเห็นธุรกิจปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ เขาเริ่มเห็นทางออกและแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ คุณป๊อปเข้าไปศึกษาข้อมูลการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์จากแหล่งความรู้ต่างๆ ทั้ง อินเตอร์เน็ต หนังสือ ตระเวณดูฟาร์มไฮโดรโปนิกส์หลายแห่ง เขาใช้เวลาศึกษาอย่างจริงจังนานกว่าครึ่งปี ก่อนจะตัดสินใจลงทุนอย่างมั่นใจและเต็มไปด้วยความหวังบนพื้นที่ของญาติย่านรังสิต-นครนายก ลงทุนสร้างโรงเรือนกว่า 4 โรงเรือน ด้วยเงินลงทุนหลักล้าน แม้จะศึกษาข้อมูลมาอย่างดีแต่ทุกวันของการทำงานคือการเรียนรู้ในแปลงจริงไปพร้อมกัน และสุดท้ายเขาก็ประสบความสำเร็จ แต่หลังจากที่ผักเริ่มให้ผลผลิตเก็บขายได้เพียง 3 เดือน ก็มีปัญหาเรื่องขโมยสายไฟ จนเกิดความท้อและความไม่ปลอดภัย คุณป๊อปจึงตัดสินใจย้ายกลับมายังบ้านเกิดที่เขาค้อในปี 2553 คุณป๊อปเล่าว่า เขาใช้รถหกล้อ 7-8 คันเพื่อขนอุปกรณ์ ซึ่งอุปกรณ์ส่วนใหญ่เป็นโฟมที่มีน้ำหนักเบามากแต่ก็เปลืองพื้นที่ในการขนส่งมาก ส่วนตัวโรงเรือนก็รื้อไปที่เขาค้อทั้งหมด

คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจ
คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจ
เพาะเมล็ดบนฟองน้ำ
เพาะเมล็ดบนฟองน้ำ
  • ระบบการปลูกและวิธีการปลูก

โรงเรือนในช่วงแรกที่รังสิตของคุณป๊อปเป็นโรงเรือนที่ทันสมัย ใช้โครงเหล็กทั้งหลัง คลุมด้วยพลาสติกรอบด้าน เป็นโรงเรือนระบบปิด ต้นทุนค่าโรงเรือนจึงค่อนข้างสูง ช่วงแรกคุณป๊อปรื้อโรงเรือนจากรังสิตมาตั้งที่เขาค้อเหมือนยกมาเลย แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน ทำให้โรงเรือนปิดไม่เหมาะและไม่จำเป็นต้องลงทุนสูงสำหรับการปลูกผักสลัดในพื้นที่ที่ได้เปรียบด้านสภาพอากาศอย่างเขาค้อ

“เราไม่จำเป็นต้องปลูกผักในระบบโรงเรือนปิดในสภาพอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปีอย่างเขาค้อ เราจึงเปลี่ยนมาเป็นโรงเรือนเปิดแทน ทำให้ประหยัดต้นทุนการผลิตได้มาก ในส่วนของโรงเรือน เราใช้เพียงหลังคาพลาสติก ด้านข้างปล่อยโล่ง โครงสร้างก็เปลี่ยนมาใช้ไม้ไผ่แทน ส่วนเหล็กที่เป็นโครงสร้างของโรงเรือนเดิมก็ถูกดัดแปลงมาเป็นโต๊ะปลูกแทนทั้งส่วนของขาโต๊ะและเหล็กยึดโต๊ะให้แข็งแรงแทน”

ระบบการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ของคุณป๊อป ใช้ระบบรางปลูกแบบ NFT ซึ่งเป็นระบบน้ำตื้นและเป็นเทคนิคที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิคส์ เทคนิคนี้รากพืชจะแช่อยู่ในลำรางที่มีความลาดเอียง 1-3 % มีน้ำหรือสารละลายธาตุอาหารไหลผ่านรากพืชแบบบางๆหรือตื้นๆ รางปลูกของคุณป๊อป กว้าง 1.20 เมตร ยาว 12 เมตร (วางราง 2 เส้นต่อกัน รางแต่ละเส้นยาว 6 เมตร) ต้นทุนค่ารางปลูกต่อเส้นประมาณ 500 บาท (ยาว 6 เมตร) 1 โต๊ะปลูกจะมี 480 ต้น (รางปลูก 9 แถว) ต้นทุนค่ารางปลูก 1 โต๊ะก็ประมาณหมื่นกว่าบาท ส่วนของไม้ไผ่ที่ทำโครงสร้างก็ไม่ต้องซื้อเพราะบนเขาค้อมีมหาศาล พลาสติกคลุมหลังคา ผืนละ 3000 บาท ทำได้ 7-8 โต๊ะ อายุการใช้งาน 2 ปีกว่าได้

การปลูกผักสลัดไฮโดรโปนิกส์ของคุณป๊อปเริ่มจากเพาะเมล็ดบนฟองน้ำ 3 วัน จากนั้นนำฟองน้ำ ที่ต้นกล้างอกแล้วมาอนุบาลบนรางปลูกแบบน้ำลึกหรือ DRFT เป็นระบบปลูกที่มีถาดปลูกทำด้วยโฟมเจาะรูปลูกพืช มีระดับของสารละลายธาตุอาหารพืชที่สูง ระดับความสูงของน้ำสารละลายประมาณ 10 ซม. ฟองน้ำกับรากต้องแตะกัน ส่วนในขั้นตอนของการอนุบาลจะใช้เวลาอนุบาล 15 วัน ย้ายต้นกล้าลงใส่ถาดอนุบาลต่ออีก 15 วัน แต่ช่วงนี้ต้องลดระดับน้ำลง ให้มีช่องว่างระหว่างฟองน้ำกับสารละลาย เพื่อหมุนเวียนอากาศ

จากนั้นนำไปปลูกในรางปลูกแบบ ระบบน้ำตื้นหรือ แบบ NFT อีก 15 วัน เก็บขายได้แล้ว รวมระยะเวลาตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวก็ประมาณ 45 วัน ผักหนึ่งต้นหนักประมาณ 170-250 กรัม สำหรับสารละลายธาตุอาหารที่ใช้ก็จะมีสารละลาย เอ กับสารละลาย บี โดยสารละลาย เอ จะมีธาตุเหล็ก แคลเซียม ส่วนสารละลาย บีก็จะมีโปแตสเซียม แมกนีเซียม เป็นต้น ซึ่งจะต้องปรับสูตรธาตุอาหารในสารละลายให้เหมาะกับผักที่ปลูก ส่วนของระบบน้ำจะเป็นระบบหมุนเวียนน้ำ โดยน้ำจากบ่อปลูกจะหมุนเวียนลงมายังบ่อผสมปุ๋ย มีวาล์วปิด-เปิดน้ำเข้ามายังโต๊ะปลูก สารละลายธาตุอาหารจะให้ทุกวัน

การปลูกเน้นการป้องกันปัญหาโรค-แมลง เพราะถ้าเกิดปัญหาจะแก้ยากกว่าการป้องกัน ปกติแล้วก็จะไม่มีปัญหาอะไรแต่ถ้าเมื่อไหร่มีฝนตกโรคจะตามมาทันทีแม้จะปลูกใต้หลังคาพลาสติกที่ไม่โดนฝนก็ตาม ผักสลัดมักจะเป็นใบจุด ที่นี่จะพ่นสารเคมีป้องกันไว้ก่อน เน้นการใช้สารเคมีที่มีความปลอดภัยสูง ประสิทธิภาพสูง

โดยใช้ เฮดไลน์ แมนโคซ็บ แต่ก่อนเก็บผัก 10 วัน จะหยุดใช้สารเคมีทุกชนิด ส่วนแมลงก็มีบ้างแต่ไม่มาก สารเคมีที่ใช้ก็จะมี เรมแพจ ซัคเซส คุณป๊อปบอกว่าส่วนใหญ่แล้วผักจะมีโอกาสเสียหายมากในช่วงเปลี่ยนฤดูกาล อย่างร้อนมาหนาว ร้อนมาฝน ตรงนี้ต้องควบคุมน้ำให้ดี บางรายมีปัญหารากเน่าโคนเน่า ปัญหานี้เกิดจากอุณหภูมิของน้ำสูงเกินไป จึงทำให้ผักสลัดที่ปลูกระบบไฮโดรโปรนิกส์ในเขตภาคกลางเสียหายมากในช่วงหน้าร้อน แต่ที่นี่ได้เปรียบเรื่องอากาศ จึงสามารถผลิตผักได้ตลอดทั้งปี

แปลงผักสวยงาม...สังเกตดูใช้โครงสร้างไม้ไผ่
แปลงผักสวยงาม…สังเกตดูใช้โครงสร้างไม้ไผ่
มองจากมุมสูงจะเห็นแปลงปลูกและโรงเรือนจำนวนมาก
มองจากมุมสูงจะเห็นแปลงปลูกและโรงเรือนจำนวนมาก
  • ผลิตผัก 12 ตัน/สัปดาห์ ส่งซิสเลอร์ แมคโคร

ที่นี่จะมีกำลังการผลิตผักประมาณ 12 ตัน/สัปดาห์ โดยจะมีการวางแผนปลูกทุกวัน เพื่อให้ผักที่ปลูกใหม่ทดแทนผักที่ตัดออกจากแปลงตลอด ที่นี่มีโต๊ะปลูกอยู่ 500 โต๊ะ หนึ่งโต๊ะปลูกได้ 480 ต้น รวมรางปลูกทั้งหมดก็จะสามารถปลูกผักได้มากกว่า 2.4 แสนต้นเลยทีเดียว

ผักที่ปลูกมี 6 ชนิด คือ เรดโอ๊ต กรีนโอ๊ต เป็นตัวหลัก รองลงมาเป็น เรดโคเรล กรีนโคเรล บัตเตอร์เฮดและฟิเลย์ ผลผลิตผักที่ฟาร์มจะถูกส่งมาแพ็คที่โรงแพ็คในกรุงเทพฯ ก่อนจะส่งให้กับผู้รับซื้อ โดยตลาดหลัก คือ แมคโครและซิสเลอร์ โดยส่วนของแมคโครจะแพ็คใส่ถุงๆละครึ่งกิโลกรัมและหนึ่งกิโลกรัม ส่งของทุกวันๆละ 300-500 กก. ส่วนของซิสเลอร์ส่งสัปดาห์ละ 1.5-2 ตัน โดยส่งตรงในแต่ละสาขา (ส่งอยู่ประมาณ 20 สาขา) สาขาหนึ่งมียอดสั่งซื้อสัปดาห์ละ 500-600 กก. นอกจากนี้ก็มีตลาดทางใต้ เช่น สงขลา ภูเก็ต ส่งให้กับโรงแรม รีสอร์ท ทางเครื่องบิน สัปดาห์หนึ่งก็ประมาณ 3 ตัน มีลูกค้าร้านอาหารทั่วไปซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นร้านสเต็กอย่างเช่น โชคชัยสเต็กเฮ้าส์ สหรัฐสเต็ก เป็นต้น

สำหรับราคาขายคุณป๊อปบอกว่าแต่ละตลาดราคาไม่เท่ากัน โดยเฉลี่ยก็จะอยู่ที่ 60 บาท/กก. อย่างแมคโครส่ง 87-97 บาท/กก. หักค่าการตลาด 3-5% ราคาขายที่แมคโครก็ 100 กว่าบาท ส่วนราคาขายปลีกลูกค้าทั่วไปอยู่ที่กิโลกรัมละ 80-90 บาท ขณะที่ต้นทุนต่อ กก. คุณป๊อปบอกว่าเพียง 7-10 บาทเท่านั้น

ฟาร์มผักสลัดของคุณป๊อป นอกจากจะสร้างชื่อเสียงให้กับเขาค้อซึ่งกลายเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมอยู่เป็นประจำแล้ว ฟาร์มแห่งนี้ยังสร้างงานให้กับชาวบ้านที่นี่อีกเป็นจำนวนมาก ที่นี่มีคนงานกว่า 15 คน ค่าแรงคนละ 250 บาท ค่าจ้างคนงานแต่ละเดือน 6-8 หมื่นบาท คุณป๊อปยังมีลูกไร่ที่ผลิตผักสลัดป้อนให้กับที่อีกกว่า 32 รายในปัจจุบัน กำลังการผลิตวันละ 4-5 ตัน ขึ้นอยู่กับฤดูกาล ซึ่งคุณป๊อบจะป้อนความรู้และเทคโนโลยีให้ทุกอย่าง พร้อมกับรับซื้อผลผลิตคืน ซึ่งปกติแล้วชาวบ้านที่นี่จะมีอาชีพทำไร่ข้าวโพด ปลูกข้าว ปลูกผักทั่วไป ซึ่งมีรายได้เดือนละไม่กี่พันบาท แต่หลังจากมาปลูกผักสลัดชาวบ้านแต่ละรายมีรายได้หลักหมื่นต่อเดือน สร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับชาวบ้านอย่างมาก

คุณป๊อป กล่าวทิ้งท้ายว่า ผักสลัดยังเป็นผักที่น่าสนใจในการลงทุนอย่างมาก ตลาดยังเปิดกว้าง คนที่ปลูกผักสลัดไฮโดรโปนิกส์มีจำนวนมากก็จริงแต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งนอกจากเรื่องของสภาพอากาศแล้วเรื่องของการจัดการมีส่วนมาก คนทำผักสลัดส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยได้ลงมือทำเอง ปล่อยให้คนงานทำ โอกาสสำเร็จจึงยาก เพราะการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์มีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ แต่ถ้าประสบความสำเร็จ ผักไฮโดรโปนิกส์จะลงทุนต่ำและให้ผลตอบแทนที่สูงอย่างมาก

ขอบคุณ/ข้อมูล : คุณโชษณ กรมกนกภรณ์(ป๊อป) สัปปายะพาร์ค 27 หมู่ 10 ตำบลทุ่งสมอ อำเภอเขาค้อ เพชรบูรณ์ 67270 โทร. 091 8854698